จักรวรรดิแห่งสายน้ำ
1428 ปี ก่อน ค.ศ.
กลิ่นเครื่องหอมอ่อนจางล่องลอยอยู่ในบรรยากาศของรัตติกาล อากาศของยามค่ำคืนเย็นยะเยือกผิดกับความร้อนระอุของเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง
ภายในห้องทรงสี่เหลี่ยมสีขาวนวลตานั้น ทุกสิ่งอยู่ในความเงียบสงบ คงมีเพียงเปลวไฟที่จุดจากเศษผ้าลินินที่ฟั่นเป็นเชือกจุ่มอยู่ในจานตะเกียงน้ำมันที่แกะสลักจากงาช้างเท่านั้น ซึ่งยังคงเต้นระริกตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆเข้ามา เปลวไฟดวงน้อยนั้นก่อให้เกิดรูปเงาวูบไหวไปมาทาบทาอยู่บนผนังห้อง
บนตั่งไม้มะเกลือที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่องหน้าต่าง ดรุณีน้อยวัยสิบห้าปีผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง นางแต่งกายด้วยชุดยาวอัดกลีบเป็นชั้นที่ทำจากผ้าลินินบางเบาสีขาว เส้นเกศายาวสลวยเหยียดตรงสีดำขลับที่ประบ่าทั้งสองข้างพลิ้วไหวไปเล็กน้อย ยามเมื่อสายลมจากภายนอกพัดผ่านเข้ามา ผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆของสาวน้อยดูนวลเนียนกระจ่างตาแม้ในสถานที่อันมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ใบหน้าค่อนข้างเรียวรูปไข่และนาสิกที่งามได้รูปเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ ทำให้ดวงหน้านั้นดูงดงามและแฝงด้วยเสน่ห์ชวนมอง ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาคู่งามสีน้ำตาลเข้มของนาง ที่อยู่ใต้คิ้วโก่งเรียว ดวงตาคู่นั้นมีประกายคมกริบอันบ่งบอกถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน
เด็กสาวเหม่อมองผ่านออกไปภายนอกช่องหน้าต่าง ขณะที่ทัศนียภาพอันเงียบสงบในยามราตรีของเมืองทั้งเมืองปรากฏให้เห็น ในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ผู้คนต่างพากันหลับใหล ตามอาคารบ้านเรือนไร้ซึ่งแสงไฟใดๆลอดออกมาให้เห็น จะมีก็แต่เพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างตาบนฟากฟ้าเท่านั้น แสงจันทร์สีเงินส่องกระทบกับผืนน้ำในลำน้ำใหญ่ที่ไหลผ่านบริเวณด้านหน้าเมือง ก่อให้เกิดเป็นประกาย ครั้นยามเมื่อสายลมพัดผ่านมา ผิวน้ำนั้นก็กลายเป็นระลอกคลื่นวูบไหว
เนเฟอร์ตีตี พยายามปลดปล่อยอารมณ์ที่สับสนของนางให้ล่องลอยไปกับความเงียบสงบและสายลมแห่งราตรีกาล เฉกเช่นดังทุกครั้ง ที่เกิดปัญหาให้ต้องครุ่นคิด แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ ปัญหาที่นางเผชิญอยู่นั้นจะใหญ่หลวงจนเกินกว่าที่จะปล่อยมันผ่านไปได้ง่ายๆ
นับแต่เด็กสาวได้รับรู้ว่า เมริเร ผู้เป็นบิดาของนางมีความปรารถนาจะให้นางเข้าถวายตัวเพื่อเป็นชายาของเจ้าชาย อเมนโฮเทปแล้ว ภายในจิตใจของเด็กสาวก็มิเคยสงบเลยแม้เพียงเพลาเดียว ด้วยตัวของนางเองหาได้มีความประสงค์เช่นนั้นไม่
ทั้งนี้จะเนื่องมาจากการที่นางมีชายใดอยู่ในดวงใจอยู่ก่อนแล้วก็หาไม่ หากแต่เป็นเพราะเด็กสาวไม่ปรารถนาที่จะวิวาห์กับบุรุษที่ไม่เคยได้รู้จักหรือพานพบมาก่อน แม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะทรงศักดิ์สูงส่งเป็นถึงเจ้าชายก็ตาม อีกทั้งนางยังไม่ต้องการเข้าไปใช้ชีวิตในพระราชวังหลวงที่เต็มไปด้วยกฏมณเฑียรบาลใหญ่น้อยมากมาย จนดูไม่ต่างอะไรกับเครื่องพันธนาการที่ทำให้ชีวิตไร้สิ้นซึ่งอิสระ ทว่าผู้เป็นบิดาของนางหาได้ยอมเข้าใจถึงความคิดเหล่านี้ของนางไม่…
….ในชั่วขณะนั้นเอง ความคิดของเนเฟอร์ตีตีก็ย้อนไปถึงภาพของการสนทนาระหว่างตัวนางกับผู้เป็นบิดาเมื่อวันที่บิดาแจ้งเรื่องนี้แก่นางเป็นครั้งแรก
" เหตุใด ท่านพ่อจึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ โดยไม่ปรึกษากับข้าเลยแม้แต่น้อย" เด็กสาวเอ่ยปากทักท้วงขึ้นในทันที ที่ได้ทราบเรื่อง
" แล้วมันจะเป็นอันใดไปเล่า ในเมื่อสิ่งที่พ่อได้ตัดสินใจให้เจ้านี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเจ้า"ผู้เป็นบิดากล่าวก่อนจะยิ้มเป็นเชิงหว่านล้อม" จงเชื่อพ่อเถิด นี่เป็นโอกาสอันหาได้ยากนักเชียวนะลูก"
"แต่ข้าไม่เคยพบเจ้าชายผู้นั้นมาก่อนเลยนะ ท่านพ่อ "
" นั่นหาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดไม่" เมริเรหัวเราะ "ในบ้านเมืองเรานี้ มีหญิงชายมากมายที่วิวาห์กันโดยต่างก็ไม่เคยได้พบหน้าค่าตาของอีกฝ่ายมาก่อน แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันอย่างมีความสุขอยู่ได้มิใช่หรือ"
"เหตุใด ท่านพ่อต้องเร่งรัดข้าถึงเพียงนี้ด้วย"เด็กสาวว่าอย่างไม่เข้าใจ
"เร่งรัดอันใดกันเล่า"เมริเรกล่าว" เพราะจะว่าไปแล้ว สตรีส่วนใหญ่ ต่างก็ล้วนแต่วิวาห์ในวัยเดียวกับเจ้าทั้งนั้น มิใช่หรือ"
"แต่.."อีกฝ่ายทำท่าจะค้าน
"เอาล่ะ อย่าได้ปฏิเสธอีกเลย ลูกพ่อ"ผู้เป็นบิดาพูดเป็นเชิงตัดบท" แล้ววันหนึ่งข้างหน้า เจ้าจะต้องดีใจที่ยอมทำตามที่พ่อบอก ในวันนี้"
เด็กสาวมองบิดาด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย
….เมื่อได้นึกย้อนไปถึงการสนทนาในตอนนั้นแล้ว เนเฟอร์ตีตี ก็อดที่จะนึกน้อยใจในผู้เป็นบิดามิได้ ที่ตัดสินใจลงไปโดยไม่เคยถามความสมัครใจของนางแม้แต่น้อย หากปฏิบัติกับนางราวกับนางเป็นวัตถุหรือนางทาสีที่จะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ดังประสงค์
เด็กสาวถอนหายใจเบาๆอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากตั่งอย่างช้าๆ ครู่หนึ่งที่นางทอดสายตาออกไปยังเบื้องนอกอีกครั้ง และอดรู้สึกไม่ได้ว่า ทางออกสำหรับปัญหาของนางนั้น ดูช่างมืดมนไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าของค่ำคืนนี้
เนเฟอร์ตีตีละสายตาจากภาพเบื้องหน้า ก่อนจะหันหลังและเดินมายังเตียงที่วางอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง เตียงหลังนี้แกะจากไม้มะเกลือสีดำสนิทและถูกปูลาดด้วยหนังกาเซลแดงอันอ่อนนุ่ม เด็กสาวเอนกายลงนอนอย่างช้าๆ นางหลับตาลงด้วยหมายใจจะใช้การนิทราเพื่อให้ละจากปัญหาที่กำลังเกาะกินใจนางอยู่ แม้จะเป็นแค่เพียงชั่วข้ามคืนก็ตาม….
**********************
ท่ามกลางบรรยากาศของยามรุ่งอรุณแห่งทะเลทราย เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน บนสันทรายมหึมาอันยาวเหยียดที่ทอดตัวยาวไปบนที่ราบกว้างใหญ่จนดูราวกับพญางูยักษ์ คือขบวนของรถศึกเทียมม้าคู่จำนวนหนึ่งพันคันที่ตั้งแนวเรียงรายตลอดสันทรายนั้น
บนรถศึกแต่ละคันประกอบด้วยพลขับหนึ่งคนและพลธนูที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกหนึ่งคน ทั้งพลธนูและพลขับแต่งกายด้วยผ้าลินินสีขาวที่ห่มพันร่างกายท่อนล่างและปล่อยชายยาวด้านข้างลงมาถึงเข่า ขณะที่ร่างส่วนบนนั้นสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นหนังดิบและทองแดงแผ่นเล็กๆร้อยสลับกันเข้าด้วยเอ็น ศรีษะคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวลายน้ำเงินคาดทับด้วยเส้นหนัง
ที่ด้านหลังของขบวนรถศึกคือ กองทหารราบจำนวนหนึ่งหมื่นคน ยืนเรียงเป็นแถวซ้อนกันทั้งหมดสิบชั้น โดยทหารราบจำนวนสามแถวแรกนั้น ทุกคนต่างคลุมศรีษะด้วยผ้าลินินสีขาวมีสายหนังรัดทับ ร่างกายส่วนล่างนุ่งห่มด้วยผ้าลินินสีขาวปล่อยชายห้อยลงมาด้านหน้า ร่างกายท่อนบนสวมเกราะที่ทำจากสายหนังคาดทับหน้าอกเป็นชั้นๆ ในมือถือโล่หนังวัวและดาบโค้งลักษณะกึ่งเคียวที่ทำจากสัมฤทธิ์ ส่วนทหารอีกเจ็ดแถวที่เหลือนั้นมิได้สวมเกราะหากแต่ถือเพียงโล่หนังวัวและใช้หอกด้ามไม้ใบหอกทำด้วยสัมฤทธิ์ เป็นอาวุธ นอกจากนี้ทหารราบทุกคนยังมีขวานศึกขนาดเล็กเหน็บอยู่กับสายคาดเอวด้วย
ด้านหน้าสุดของขบวนทัพ เป็นกลุ่มของรถศึกเทียมม้าคู่ของเหล่านายทหาร ซึ่งแต่งกายท่อนล่างด้วยผ้าลินินขาวเหมือนไพร่พล แต่คาดเอวด้วยสายคาดทองแดง ร่างกายท่อนบนสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นทองแดง ศรีษะมีผ้าคลุมสีขาวคาดด้วยแผ่นเงิน ส่วนที่ข้อมือและต้นแขนกับหน้าแข้งมีปลอกทองแดงสวมอยู่ ส่วนตรงกลางของแถวนายทหารนั้น มีรถศึกคันใหญ่ประดับด้วยทองคำและเงินอย่างงดงามเทียมด้วยม้าสีดำสนิทสองตัวจอดอยู่
บนรถคันนั้น บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าคมเข้มงามสง่า สวมเกราะทองแดงประดับด้วยทองคำ ใส่หมวกทรงสูงไม่มีปีกทำจากทองคำประดับด้วยอัญมณีที่ตรงกึ่งกลาง ไหล่ทั้งสองคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงที่โบกสะบัดไปตามแรงลม
บุรุษผู้นี้ คือ ฟาโรห์อเมนโฮเทบที่สาม จอมราชันย์แห่งดินแดนลุ่มน้ำไนล์ ทั้งนี้ นับเป็นเวลานานกว่าสามเดือนแล้วที่พระองค์ทรงยกกองทัพอันเกรียงไกร เดินทางมาปราบกบฏของชนพื้นเมืองในเขตแดนนูเบีย *และบัดนี้ทหารของพระองค์ได้รุกรบข้าศึกจนมาถึงที่มั่นสุดท้ายของพวกกบฏแล้ว
มาณพน้อยวัยสิบเก้าปีที่ยืนอยู่บนรถศึกอีกคันที่จอดอยู่ใกล้กับรถศึกของฟาโรห์ คือ เจ้าชายอเมนโฮเทบ โอรสของพระองค์ เจ้าชายหนุ่มทรงสวมเกราะทองแดงประดับด้วยเงินและทรงมีพระพักตร์คล้ายกับองค์ฟาโรห์ ต่างกันเพียงเจ้าชายนั้นทรงมีดวงพระเนตรที่อ่อนโยนแฝงไว้ด้วยแววของบุรุษช่างฝันเช่นนักกวีมากกว่าแววพระเนตรแข็งกร้าวดุดันของนักรบเยี่ยงพระบิดา
"เสด็จพ่อ กองทัพของเราพร้อมแล้ว จะทรงมีพระบัญชาให้เคลื่อนพลเข้าโจมตีเลยหรือไม่ พะย่ะค่ะ" เจ้าชายหนุ่มทูลถามพระบิดา
"รอก่อน" องค์ฟาโรห์ทรงยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งเป็นเชิงปราม พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า"เมื่อครู่ นายพลเจฮูติ ได้นำข่าวจากกองลาดตระเวนมาแจ้งว่า กำลังของข้าศึกมีมากกว่าฝ่ายเรา หากเราเข้าโจมตียังที่มั่นของพวกมัน เราอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้"
เจ้าชายหนุ่มทรงนิ่งฟังเงียบๆ ขณะที่องค์พระบิดายังคงมีรับสั่งเพิ่มเติมอีกว่า "ลูกข้า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าได้ออกแนวหน้า ฉะนั้นจงศึกษาและเรียนรู้ให้มาก " ฟาโรห์ทรงหันพระพักตร์มายังพระโอรส " เพราะวันหน้า เจ้าจะต้องทำหน้าที่เป็นจอมทัพของแผ่นดิน"
" ลูกรับทราบ พะย่ะค่ะ" เจ้าชายหนุ่มทรงรับคำเบาๆ
"ดีแล้ว" พระบิดาทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อยก่อนจะทรงหันกลับไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง
ไกลออกไปจากบริเวณอันเป็นที่ตั้งขบวนทัพของอียิปต์ มีเนินทรายสูงใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ห่างออกไปทางด้านหลังของเนินทรายดังกล่าว เป็นดงไม้ปาล์มและอินทผาลัมที่ขึ้นปกคลุมอยู่รอบโอเอซิสขนาดใหญ่ อันเป็นที่สถานที่ชุมนุมพลของข้าศึกชาวนูเบีย ชั่วขณะหนึ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังของขบวนทัพอียิปต์ค่อยๆลอยสูงขึ้นช้าๆ
พลันที่หลังเนินแห่งนั้นก็บังเกิดฝุ่นทรายฟุ้งตรลบไปทั่วราวกับเกิดพายุทราย เพียงแต่ฝุ่นละอองทรายที่ปลิวฟุ้งขึ้นไปเหล่านั้น เกิดจากฝีเท้าของคนจำนวนนับหมื่นที่เหยียบย่ำลงไป
และในเวลาไม่นาน ภาพของนักรบชาวนูเบียจำนวนเกือบสองหมื่นคนก็ปรากฏขึ้นที่บนเนินทราย ผิวกายของนักรบทุกคนดำสนิทเป็นมันมะเมื่อมราวกับสีนิล พู่ขนนกกระจอกเทศที่ประดับศรีษะของพวกเขามองดูละลานตาคล้ายทุ่งหญ้าสีขาวที่เคลื่อนที่ได้ ทหารนูเบียทุกคนล้วนเปลือยร่างท่อนบนและแต่งกายด้วยหนังสัตว์ นักรบส่วนใหญ่ใช้หอกใบพายและถือโล่ยาวเกือบเท่าตัวคนที่ทำจากหนังสัตว์
แถวหน้าสุดของทัพนูเบียประกอบด้วยพลธนูและหอกซัดจำนวนสามพันคน ซึ่งไม่ได้ถือและโล่ มีเพียงหนังสัตว์ห่มพันร่างกายท่อนล่าง กองทัพกบฏขยายแถวก่อนจะเคลื่อนพลลงจากเนินทรายและตรงเข้ามาอย่างช้าๆเพื่อให้ได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตน
ฟาโรห์อเมนโฮเทปทอดพระเนตรภาพที่เห็นก่อนจะทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย จากนั้นพระองค์จึงทรงหันกลับไปมีรับสั่งต่อเหล่าไพร่พลทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงดังกังวาน
"นักรบทั้งหลายของข้า จงฟัง! ในนามแห่งอามอน-รา** องค์ปิยมหาเทพบิดรแห่งลุ่มน้ำไนล์ ผู้ทรงอำนาจเหนือปเทพเจ้าทั้งปวง ข้าจะนำพวกเจ้าไปสู่ชัยชนะ ความเหนื่อยยากของพวกเจ้าทุกคนจะสิ้นสุดลงในวันนี้ นักรบของข้า ทหารกล้าแห่งเคมเมต***ในวันนี้ ทวยเทพจะทรงประทานชัยชนะให้พวกเรา ขอให้ทุกคนจงต่อสู้ให้สุดกำลังและสังหารพวกมันให้สิ้น!"
ทันทีที่สิ้นพระสุรเสียงขององค์พระประมุข เหล่าไพร่พลทั้งหลายต่างก็พากันโห่ร้องดังกึกก้องด้วยความฮึกเหิม ขณะที่ฟาโรห์ทรงแย้มพระสรวลด้วยความพอพระทัย ก่อนจะทรงหันกลับมาและตรัสกับเหล่านายทัพที่รอรับฟังพระบัญชาอยู่
" เจฮูติ จงนำรถศึกสี่ร้อยคันแยกไปทางซ้าย ส่วนราดาเมส จงนำรถอีกศึกสี่ร้อยไปทางด้านขวา ระดมยิงปีกทั้งสองข้างของทัพข้าศึกและแยกพวกมันออกจากกัน"
"พะย่ะค่ะ" นายพลทั้งสองน้อมรับพระบัญชา
"ส่วนพวกเจ้า " องค์ฟาโรห์ทรงมีพระบัญชากับเหล่าขุนทัพที่เหลือ" เมื่อเห็นทัพข้าศึกแยกจากกันแล้ว จงนำรี้พลเข้าโจมตีตัดกลางขบวนทัพของพวกมันโดยทันที"
"พะย่ะค่ะ" ขุนทัพทุกคนน้อมรับพระบัญชา ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าประจำตำแหน่งของตน
กองทัพนูเบียเคลื่อนพลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมและเสียงกลองศึกดังกึกก้องราวจะสะเทือนไปทั้งแผ่นฟ้าและผืนทราย ทว่าก่อนที่ทัพนักรบผิวดำจะเข้าใกล้พอได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตนนั้นเอง ขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ก็เคลื่อนกำลังเข้าขนาบทางด้านซ้ายและขวาก่อนจะเปิดฉากระดมยิงทันที ทำให้กองทัพศัตรูเริ่มระส่ำระสาย ด้วยห่าฝนลูกธนู
การรุกเข้าจู่โจมของกองรถศึกสร้างความปั่นป่วนให้เหล่านักรบผิวดำเป็นอย่างมาก ธนูของฝ่ายอียิปต์ที่ยิงได้ไกลและแรงกว่า ปลิดชีพนักรบนูเบียล้มตายราวใบไม้ร่วง นักรบที่อยู่ตรงกลางทัพต่างกระจายกำลังแยกกันเป็นสองปีกและพยายามเข้าโจมตีขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ ทว่าพวกทหารเดินเท้านั้นไม่อาจจะไล่ตามรถศึกที่รวดเร็วกว่าได้ทัน ทำให้สภาพของกองทัพต้องแตกแยกกระจัดกระจาย
องค์ฟาโรห์นำขบวนรถศึกที่เหลือเข้าโจมตีข้าศึกทันที ท่ามกลางความวุ่นวายของการรบ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม่ทัพข้าศึกค่อยๆล่าถอยขึ้นเนิน โดยมีเหล่าองครักษ์หลายร้อยคนล้อมรอบอยู่ ด้วยทรงหมายมั่นจะเผด็จศึกโดยเร็ว พระองค์จึงสั่งให้พลขับนำรถศึกพุ่งเข้าไปหา แม่ทัพฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเห็นฝ่ายศัตรูพุ่งเข้ามา แม่ทัพนูเบียก็ร้องสั่งให้ทหารของตนเตรียมรับมือ บรรดาทหารองครักษ์ต่างรีบยกโล่ขนาดใหญ่ต่อเรียงกันเป็นกำแพงหนาแน่น เพื่อคุ้มกันแม่ทัพของตน ขณะที่พลรถศึกของอียิปต์ต่างก็วางธนูและพุ่งหอกซัดที่เตรียมมาไปยังโล่เหล่านั้น โดยหอกซัดแต่ละด้ามมีปลายที่ทำเป็นรูปตะขอ ส่วนที่ด้ามหอกได้ถูกร้อยเชือกเอาไว้
ทันทีที่หอกเข้าเป้าหมาย รถศึกทุกคันก็หันกลับและกระชากจนแถวโล่ห์ของข้าศึกล้มระเนระนาด จากนั้นพลดาบของอียิปต์ก็เข้าประหารทหารเหล่านั้นจนหมดสิ้น แม่ทัพนูเบียคำรามอย่างเกรี้ยวกราดและพุ่งเข้าใส่รถศึกของฟาโรห์ด้วยหมายจะใช้หอกปลิดชีพศัตรู องค์ฟาโรห์อเมนโฮเทปทรงหยิบหอกซัดและพุ่งเข้าใส่ข้าศึกทันที หอกแทงทะลุอกศัตรูของพระองค์เกือบครึ่งเล่ม แม่ทัพฝ่ายกบฎล้มลงและขาดใจตายเกือบจะในทันที เหล่าไพร่พลอียิปต์ที่เห็นดังนั้นต่างโห่ร้องยินดี และพุ่งทะยานเข้าสังหารข้าศึกที่เริ่มแตกหนี
องค์ฟาโรห์ทรงมีบัญชาให้สารถีบังคับรถศึกไล่ตามทหารข้าศึกที่กำลังแตกพ่าย ขณะที่พระองค์ทรงเหนี่ยวคันธนู ปล่อยลูกศรเด็ดชีวิตศัตรูดับดิ้นลงคนแล้วคนเล่า ทันใดนั้น หอกเล่มหนึ่งก็ถูกพุ่งมาปักเข้าที่อาชาหนึ่งในสองตัวที่พ่วงรถอยู่ จนล้มลง ส่งผลให้รถศึกของพระองค์เสียหารทรงตัวพลิกคว่ำ ทำให้องฟาโรห์ทรงพลัดตกลงมาทันที เจ้าชายทรงตะโกนสุดพระเสียง
" เสด็จพ่อ!"
เมืองนาปาต้า ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้แก่งน้ำตกที่สี่ของแม่น้ำไนล์ นครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่สาม* หลังจากทรงพิชิตดินแดนนูเบีย ได้สำเร็จ จึงได้สร้างเมืองนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานีการค้าและฐานควบคุมไม่ให้ชนพื้นเมืองนูเบียแข็งข้อต่อจักรวรรดิ
ในพลับพลาที่ประทับขององค์ฟาโรห์ ซึ่งอยู่บริเวณลานกว้างกลางเมือง ฟาโรห์อเมนโฮเทป ประทับบนตั่งที่ปูลาดด้วยหนังเสือดาว บรรดาแม่ทัพต่างนั่งเรียงรายสองข้าง ทางหัวแถวด้านขวาคือ เจ้าชายอเมนโฮเทป ผู้เป็นพระโอรส ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นแม่ทัพคู่พระทัยนาม เจฮูติ
" ข้าแต่ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้ พวกกบฏนูเบียได้ยอมจำนนต่อกองทัพเราจนหมดสิ้นแล้ว พะย่ะค่ะ" แม่ทัพเจฮูติ ทูลรายงาน
"ดี" องค์ฟาโรห์ตรัส ด้วยน้ำเสียงพอพระทัย " จงนำบรรดาแม่ทัพนายกองของข้าศึกทุกคนที่จับมาได้ ไปฝังทั้งเป็นในทะเลทรายให้หมด สิ้น เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่คิดจะแข็งข้อต่อเรา ส่วนพวกเชลยที่เหลือนั้น จงนำพวกมันกลับไป เป็นทาสที่นครธีบส์ "
" น้อมรับพระบัญชา " แม่ทัพเจฮูติ กล่าวพร้อมทำความเคารพ
" เสด็จพ่อ หม่อมฉันเห็นว่า น่าจะทรงประทานอภัยโทษแก่เหล่าเชลยศึก เพื่อแสดงถึงพระเมตตานะ พะย่ะค่ะ" เจ้าชายตรัสเสนอ
"เจ้าใจอ่อนเกินไปแล้ว ลูกข้า" องค์ฟาโรห์ทรงมีรับสั่งตำหนิพระโอรส "การแสดงความเมตตากับพวกป่าเถื่อนเช่นนี้ มีแต่จะถูกพวกมันตีความว่าเรานั้นอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้พวกมันได้ใจและก่อการกระด้างกระเดื่องต่อเราไม่สิ้นสุด"
เมื่อทรงสดับดังนั้น เจ้าชายอเมนโฮเทบก็ทรงก้มพระพักตร์ลงด้วยอาการของผู้ที่จำยอมรับ มากกว่าจะทรงเห็นด้วยกับพระบิดาจริงๆ
"เอาล่ะทุกคน เราออกไปชมการลงทัณฑ์พวกมันด้วยกันเถอะ" องค์ฟาโรห์ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกไปนอกพลับพลาโดยมีเหล่าแม่ทัพตามเสด็จไปด้วย
….ที่ลานกว้างทางด้านตะวันออกของกำแพงเมือง ทหารอียิปต์จำนวนสองพันนายถือหอกและโล่ตั้งขบวนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสสองชั้นล้อมรอบหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง ที่บริเวณใกล้กับปากหลุมดังกล่าว เชลยศึกชาวนูเบียจำนวนห้าร้อยคนถูกมัดมือนั่งรวมกันอยู่
ทันทีที่ฟาโรห์ได้เสด็จมาถึงยังลานกว้างแห่งนั้นพร้อมกับเจ้าชายและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้ว เสียงเป่าเขาอันเป็นสัญญาณให้เริ่มการลงทัณฑ์บรรดาเชลยศึกก็ดังขึ้น เชลยหลายคนส่งเสียงคร่ำครวญวิงวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร ทว่าก็ถูกเหล่าทหารอียิปต์กระชากตัวให้ลุกขึ้นและไล่ต้อนด้วยคมหอกให้เดินไปยังปากหลุมโดยไร้ซึ่งความปราณี จากนั้นเชลยศึกชาวนูเบียทั้งหมดก็ถูกผลักตกลงไปในหลุมนั้น ก่อนจะถูกพวกทหารที่อยู่ข้างบนโกยทรายทับถมลงไป เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้เคราะห์ร้ายดังระงมอย่างน่าเวทนา ขณะที่พวกทหารโกยทรายลงไปเรื่อยๆ
เจ้าชายหนุ่มทรงเบือนพระพักตร์จากภาพอันน่าสยดสยองนั้น ขณะที่พระบิดาซึ่งทรงสังเกตเห็นอาการของพระโอรสทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย หากแต่ก็ไม่ได้ตรัสสิ่งใด
เสียงคร่ำครวญของเหล่าเชลยศึกยังคงดังอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อเชลยคนสุดท้ายได้จมหายไปใต้ผืนทราย….
********************
รถม้าคันหนึ่งแล่นมาตามถนนดินของนครอัคมิมร์**และหยุดลงเมื่อถึงบริเวณหน้าประตูรั้วของคฤหาสน์แห่งข้าหลวงผู้ปกครองเมือง ชายผู้เป็นคนขับโดดลงจากรถและนำสาสน์ที่เขียนในม้วนปาปิรัส ***มอบให้แก่ทหารรักษาการณ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้า
ครู่ต่อมาสาส์นนั้นก็มาถึงมือของเมริเร ผู้เป็นเจ้าของบ้าน หลังจากอ่านจบ บุรุษวัยกลางคนยิ้มอย่างสมคะเน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบนของผู้เป็นบุตรสาว
"เนเฟอร์ตีตี พ่อมีข่าวดีมาบอกกับเจ้า " เมริเรกล่าวเมื่อเห็นหน้าบุตรสาว
"ข่าวอะไรหรือ ท่านพ่อ" ผู้เป็นบุตร ถาม
"คนนำสารของพ่อที่เดินทางมาจากนครนาปาต้า ได้นำข่าวมาแจ้งว่า บัดนี้กองทัพเคมเมตมีชัยชนะเหนือพวกกบฏแล้ว " ผู้เป็นบิดาพูด
" แล้วข่าวนี้มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยหรือ " เด็กสาวสงสัย
"เกี่ยวสิ ในเมื่อสงครามสงบแล้ว อีกไม่นานองค์ฟาโรห์พร้อมเจ้าชายก็จะเสด็จกลับธีบส์ "เมริเรกล่าว "วันพรุ่ง พ่อจะพาเจ้าเดินทางไปยังธีบส์ "
" พรุ่งนี้!" เด็กสาวอุทานอย่างตกใจ "เหตุใด ต้องรีบร้อนเช่นนั้นด้วยเล่า ท่านพ่อ "
" ที่ต้องเร่งเดินทาง ก็เพราะว่า พ่อต้องการให้เจ้าไปถึงที่นั่น ก่อนเวลาที่กองทัพหลวงจะเดินทางไปถึง" ผู้เป็นบิดาขยายความ"พ่อจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชาย เพื่อให้พระนางได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เจ้าจะถวายตัวเป็นชายาของพระองค์ "
"แล้วเหตุใด ท่านพ่อจึงต้องให้ข้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชายด้วยเล่า "เด็กสาวว่า
"เจ้ากล่าวมาเช่นนี้ ดูช่างมิรู้เรื่องอันใดเอาเสียเลย" ผู้เป็นบิดาทำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งเอ็นดู" ที่พ่อต้องการให้เจ้าไปเข้าเฝ้าพระนางก่อนนั้น ก็เพื่อให้พระนางทรงเมตตาเจ้าแลจะได้ทรงให้การสนับสนุนตัวเจ้าให้ได้เป็นคนโปรดของพระโอรส เผื่อว่าในวันหน้าเมื่อเจ้าชายได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะมีโอกาสได้เป็นถึงราชินีแห่งเคมเมตก็เป็นได้ "
เนเฟอร์ตีตี นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ " แต่ท่านพ่อน่าจะรู้ว่า ตัวข้าหาได้ปรารถนาที่จะเป็นราชินีไม่ "
"เจ้าหมายความว่าอย่างไรนะ" เมริเรขมวดคิ้ว " เจ้ารู้หรือไม่ว่า สตรีทั่วแผ่นดิน ล้วนปรารถนาโอกาส เช่นนี้ แล้วตัวเจ้ากลับกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร"
" แต่ข้าหาได้ต้องการเช่นนั้นไม่ "นางเถียง
"เนเฟอร์ตีตี!" ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคมิมร์เรียกชื่อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ" เจ้าพูดออกมาเช่นนี้ คิดจะขัดคำสั่งพ่ออย่างนั้นรึ "
" ก็แล้วที่ท่านพ่อบังคับจิตใจของข้าเล่า "เด็กสาวว่าอย่างไม่ยอมแพ้ "ท่านตัดสินใจลงไปโดยไม่เคยถามถึงความสมัครใจของข้าเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้แล้วจะให้ข้าทำตามได้อย่างไร!"
"นี่เจ้าบังอาจต่อว่าเช่นนี้พ่อเชียวรึ" ผู้เป็นบิดาขึ้นเสียงด้วยความโกรธ "เอาล่ะในเมื่อเจ้ากล่าวว่าพ่อบังคับจิตใจของเจ้า ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเดินทางไปยังธีบส์กับพ่อ หากแม้เจ้าไม่ยอมไป พ่อจะให้พวกทาสจับเจ้ามัดแล้วส่งตัวไปยังธีบส์เอง" กล่าวจบ เมริเร ก็เดินออกจากห้องไป
เนเฟอร์ตีตี พยายามกลั้นหยาดน้ำตาที่มาเอ่อคลอนัยน์ตาคู่งามนั้น นับแต่เล็กจนโต บิดาของนางไม่เคยดุว่านางแม้เพียงคำเดียว มีแต่จะตามใจสารพัด ด้วยว่ามารดาของนางนั้นเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก ผู้เป็นบิดาจึงรักและทะนุถนอมนางราวแก้วตาดวงใจ ทว่าในวันนี้ เพียงเพราะตัวนางไม่ต้องการจากบ้านไปวิวาห์กับชายที่นางไม่ปรารถนา กลับทำให้บิดาถึงกับกริ้วโกรธจนถึงขั้นดุด่า ทำให้เด็กสาวเต็มไปด้วยความน้อยใจยิ่งนัก
ในที่สุด เด็กสาวก็มิอาจจะอดกลั้นความน้อยใจและเสียใจได้อีกต่อไป นางทิ้งกายลงร่ำไห้บนที่นอน
"นายหญิงน้อย" เสียงหนึ่งดังขึ้น
เนเฟอร์ตีตี เงยหน้าขึ้นและเห็น ไอริส พี่เลี้ยงสาวของตนนั่งอยู่ใกล้
" นายหญิงน้อย ร้องไห้ทำไมเจ้าคะ" ไอริสอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นน้ำตานองหน้าผู้เป็นนาย
" ไอริส " เด็กสาวเรียกพี่เลี้ยง ก่อนจะโผเข้าหา " ท่านพ่อสั่งให้ข้าไปธีบส์ ท่านจะบังคับให้ข้าเป็นชายาของเจ้าชาย" นางสะอื้นไห้ " ท่านพ่อดุข้า ท่านดุข้า เพราะข้าไม่ยอมไปธีบส์"
ไอริสโอบกอดเด็กสาวไว้และปลอบโยนด้วยความสงสาร หญิงสาวรู้ดีว่า แต่เล็กจนโต เด็กสาวผู้เป็นนายของตนมิเคยต้องยินถ้อยคำระคายหู แม้เพียงสักครั้งเดียว ครั้นมาถูกบิดาดุว่ารุนแรงเอาเป็นครั้งแรก ก็ย่อมต้องสะเทือนใจเป็นธรรมดา
"นายหญิงน้อย อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ" ไอริสพูดปลอบ "นายท่านคงหาได้ตั้งใจจะดุนายหญิงน้อยไม่ หากที่ท่านพูดไปนั้นคงเป็นเพราะความโกรธชั่ววูบมากกว่า"
เนเฟอร์ตีตี หยุดสะอื้นไห้ คงเหลือเพียงหยาดน้ำตาบนสองข้างแก้ม "ไอริส ข้าไม่อยากไปธีบส์ ข้าไม่ต้องการเป็นชายา เจ้าช่วยข้าทีสิ"
"นายหญิงน้อย ข้าเองก็เห็นใจท่านนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร ท่านเองก็รู้ ว่านายท่าน ไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจแน่" ไอริสกล่าวอย่างจนปัญญา
เนเฟอร์ตีตี นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างนึกขึ้นได้ "เช่นนั้น เจ้าก็พาข้าหนีสิ พวกเราหลบไปอยู่ที่ไหนสักพักก็ได้ จนกว่าท่านพ่อจะเลิกล้มความตั้งใจ "
" ทำเช่นนั้นไม่ได้ หรอกเจ้าค่ะ" ไอริสรีบปฏิเสธ"พวกเราไม่มีทางหนีนายท่านพ้นแน่ หากคิดหนีแล้วถูกนายท่านจับได้ ข้ามีหวังถูกทรมานจนตายอย่างแน่นอนและนายหญิงน้อยเองก็คงต้องถูกลงโทษด้วย"
"เช่นนั้น เจ้าก็จงออกไปได้แล้ว" น้ำเสียงของนายสาวเกรี้ยวกราด "ในเมื่อเจ้าไม่ช่วย ก็จงไปให้พ้นหน้าข้า. ออกไป! ออกไปเดี่ยวนี้เลย!"
อีกฝ่ายยังลังเล "เอ่อ..นายหญิงน้อย"
"ข้าสั่งให้ออกไป!"เนเฟอร์ตีตีตวาดลั่น" ออกไปเดี๋ยวนี้!"
เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงสาวก็รีบหลบออกไปจากห้องนั้น ด้วยความหวาดเกรงแต่ก่อนที่จะก้าวพ้นขอบประตูออกไปนางก็ยังอดมองมาด้วยสายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงไม่ได้ ไอริสยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวออกไปและจะปล่อยให้ผู้เป็นนายอยู่เพียงลำพัง
" โอ้ ข้าแต่ ทวยเทพทั้งหลาย ไยพระองค์จึงไม่ทรงเมตตาข้าเลย เหตุใดต้องให้ข้าได้พานพบชะตากรรม เช่นนี้ด้วย" เด็กสาวพร่ำรำพัน
*******************
เช้าวันรุ่งขึ้น เมริเรก็นำบุตรสาวออกเดินทางจากนครอัคร์มิมโดยทางเรือล่องขึ้นไป พร้อมด้วยทหารคุ้มกันอาวุธครบมือหลายสิบนาย มุ่งหน้าสู่นครธีบส์ มหานครแห่งจักรวรรดิ เมริเรตั้งใจว่าจะพาบุตรสาวของตนไปเข้าเฝ้าพระนางไทยีผู้ทรงมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของตน ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคร์มิมมีความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติที่มีอยู่กับพระนาง เมื่อรวมกับรูปโฉมที่งดงามและความเฉลียวฉลาดของบุตรสาวของตน ก็น่าที่จะทำให้พระนางไทยีทรงเมตตาบุตรสาวของตนอย่างแน่นอน
ขณะที่ผู้เป็นบิดากระหยิ่มใจกับความฝันถึงสิ่งที่ตนวาดหวังไว้ ผู้เป็นบุตรสาวกลับมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน เนเฟอร์ตีติเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องพักของเรือและแทบจะไม่ได้เอ่ยปากกับผู้ใด แม้กับไอริสซึ่งเป็นพี่เลี้ยงคนสนิทของนาง อย่างไรก็ตาม ภายในจิตใจของนางนั้นหาได้สงบนิ่งเหมือนดังการแสดงออกภายนอกที่เห็นไม่ ด้วยว่าความคิดของนางวนเวียนอยู่ระหว่างความรู้สึกสองอย่างนั่นคือความไม่พอใจกับความตื่นเต้น
ทั้งนี้ แม้ว่าตัวนางจะไม่ต้องการเป็นชายาของเจ้าชาย แต่นางก็มีความปรารถนาที่จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาของนครธีบส์ เนื่องด้วยทั้งชีวิตของนางนั้น เคยได้ยินเสียงเล่าลือถึงความรุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้ แต่ก็หาได้เคยมาเยือนมหานครแห่งนี้เพียงสักครั้งไม่ อันที่จริงแล้วถ้าหากนี่ไม่ใช่การเดินทางมาเพื่อการถวายตัวแล้ว นางก็คงมีความรื่นรมย์กับการเดินทางครั้งนี้ไม่น้อย
ไม่กี่วันต่อมา เรือก็มาถึงบริเวณอันใกล้กับที่ตั้งของหมู่มหาพีระมิดใหญ่ ความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้างโบราณที่น่าอัศจรรย์ตรึงตาเด็กสาวยิ่งนัก แต่ที่ดูน่าติดตาตรึงใจยิ่งกว่า คือรูปสลักมหึมาของสฟิงซ์* สัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งมนุษย์ ที่หมอบอยู่หน้าหมู่พีระมิด ราวกับจะคอยปกป้องคุ้มครองแผ่นดินแห่งนี้
"ดูสิ ลูก อีกไม่นาน พวกเราก็จะถึงธีบส์ แล้ว " เมริเร บอกกับบุตรสาว พลางชี้มือไปยังเบื้องหน้า
เด็กสาวมองตามที่ผู้เป็นบิดาบอก แนวกำแพงสีขาวของมหานครใหญ่ปรากฏให้เห็นได้ในระยะไกล แม้ว่าเวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสุดท้ายของวัน แต่ดูเหมือนว่ายังเพียงพอที่จะให้นางได้มองเห็นความยิ่งใหญ่และงดงามของมหานครแห่งไนล์
แม้ภาพของมหานคร ที่นางได้เห็นจะทำให้นางเกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทว่ามันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยมันหมายถึงว่าอีกไม่นานนางก็ต้องเข้าสู่วังหลวง ที่นางไม่ปรารถนาแล้วนั่นเอง
เนเฟอร์ตีติละสายตาจากภาพที่เห็น พลางถอนหายใจเบาๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังรอนางอยู่เบื้องหลังแนวกำแพงสีขาวนั้น
***************************
(โปรดติดตามตอนต่อไป วันพฤหัสที่22 ตุลาคม )
----------------------------------------------------------------------------------------------------
*ทุตโมซิสที่3 ทรงครองราชย์ระหว่างปีที่ ก่อน ค.ศ. พระองค์เป็นพระโอรสของฟาโรห์ทุตโมซิสที่2 และทรงได้รับสมญานามจากนักประวัติศาสตร์ว่า นโปเลียนอียิปต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ปรีชาสามารถและสร้างอียิปต์จนกลายเป็นจักรวรรดิ
**นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระนางเนเฟอร์ตีตี มาจากตระกูลขุนนางของเมืองนี้*
***ปาปิรัสเป็นกระดาษของอียิปต์โบราณทำมาจากต้นกกปาปิรัสซึ่งเคยมีอยู่มากตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์
**** รูปสลักสฟิงส์ยักษ์ เป็นรูปครึ่งสัตว์ครึ่งมนุษย์ โดยมีส่วนหัวเป็นมนุษย์และมีร่างเป็นสิงโตกำลังหมอบ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า สฟิงส์ยักษ์ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ เมนเคอเร*
edit @ 17 Oct 2009 19:31:24 by chapman
