2009/Oct/17

  บทที่1 
                                               จักรวรรดิแห่งสายน้ำ

1428
ปี ก่อน ค.ศ.

กลิ่นเครื่องหอมอ่อนจางล่องลอยอยู่ในบรรยากาศของรัตติกาล อากาศของยามค่ำคืนเย็นยะเยือกผิดกับความร้อนระอุของเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง 

ภายในห้องทรงสี่เหลี่ยมสีขาวนวลตานั้น ทุกสิ่งอยู่ในความเงียบสงบ คงมีเพียงเปลวไฟที่จุดจากเศษผ้าลินินที่ฟั่นเป็นเชือกจุ่มอยู่ในจานตะเกียงน้ำมันที่แกะสลักจากงาช้างเท่านั้น ซึ่งยังคงเต้นระริกตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆเข้ามา เปลวไฟดวงน้อยนั้นก่อให้เกิดรูปเงาวูบไหวไปมาทาบทาอยู่บนผนังห้อง 

บนตั่งไม้มะเกลือที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่องหน้าต่าง ดรุณีน้อยวัยสิบห้าปีผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง นางแต่งกายด้วยชุดยาวอัดกลีบเป็นชั้นที่ทำจากผ้าลินินบางเบาสีขาว เส้นเกศายาวสลวยเหยียดตรงสีดำขลับที่ประบ่าทั้งสองข้างพลิ้วไหวไปเล็กน้อย ยามเมื่อสายลมจากภายนอกพัดผ่านเข้ามา ผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆของสาวน้อยดูนวลเนียนกระจ่างตาแม้ในสถานที่อันมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ใบหน้าค่อนข้างเรียวรูปไข่และนาสิกที่งามได้รูปเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ ทำให้ดวงหน้านั้นดูงดงามและแฝงด้วยเสน่ห์ชวนมอง ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาคู่งามสีน้ำตาลเข้มของนาง ที่อยู่ใต้คิ้วโก่งเรียว ดวงตาคู่นั้นมีประกายคมกริบอันบ่งบอกถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน 

       เด็กสาวเหม่อมองผ่านออกไปภายนอกช่องหน้าต่าง ขณะที่ทัศนียภาพอันเงียบสงบในยามราตรีของเมืองทั้งเมืองปรากฏให้เห็น ในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ผู้คนต่างพากันหลับใหล ตามอาคารบ้านเรือนไร้ซึ่งแสงไฟใดๆลอดออกมาให้เห็น จะมีก็แต่เพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างตาบนฟากฟ้าเท่านั้น แสงจันทร์สีเงินส่องกระทบกับผืนน้ำในลำน้ำใหญ่ที่ไหลผ่านบริเวณด้านหน้าเมือง ก่อให้เกิดเป็นประกาย ครั้นยามเมื่อสายลมพัดผ่านมา ผิวน้ำนั้นก็กลายเป็นระลอกคลื่นวูบไหว 

           เนเฟอร์ตีตี พยายามปลดปล่อยอารมณ์ที่สับสนของนางให้ล่องลอยไปกับความเงียบสงบและสายลมแห่งราตรีกาล เฉกเช่นดังทุกครั้ง ที่เกิดปัญหาให้ต้องครุ่นคิด แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ ปัญหาที่นางเผชิญอยู่นั้นจะใหญ่หลวงจนเกินกว่าที่จะปล่อยมันผ่านไปได้ง่ายๆ

       นับแต่เด็กสาวได้รับรู้ว่า เมริเร ผู้เป็นบิดาของนางมีความปรารถนาจะให้นางเข้าถวายตัวเพื่อเป็นชายาของเจ้าชาย อเมนโฮเทปแล้ว ภายในจิตใจของเด็กสาวก็มิเคยสงบเลยแม้เพียงเพลาเดียว ด้วยตัวของนางเองหาได้มีความประสงค์เช่นนั้นไม่ 

ทั้งนี้จะเนื่องมาจากการที่นางมีชายใดอยู่ในดวงใจอยู่ก่อนแล้วก็หาไม่ หากแต่เป็นเพราะเด็กสาวไม่ปรารถนาที่จะวิวาห์กับบุรุษที่ไม่เคยได้รู้จักหรือพานพบมาก่อน แม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะทรงศักดิ์สูงส่งเป็นถึงเจ้าชายก็ตาม อีกทั้งนางยังไม่ต้องการเข้าไปใช้ชีวิตในพระราชวังหลวงที่เต็มไปด้วยกฏมณเฑียรบาลใหญ่น้อยมากมาย จนดูไม่ต่างอะไรกับเครื่องพันธนาการที่ทำให้ชีวิตไร้สิ้นซึ่งอิสระ  ทว่าผู้เป็นบิดาของนางหาได้ยอมเข้าใจถึงความคิดเหล่านี้ของนางไม่


….ในชั่วขณะนั้นเอง ความคิดของเนเฟอร์ตีตีก็ย้อนไปถึงภาพของการสนทนาระหว่างตัวนางกับผู้เป็นบิดาเมื่อวันที่บิดาแจ้งเรื่องนี้แก่นางเป็นครั้งแรก

" เหตุใด ท่านพ่อจึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ โดยไม่ปรึกษากับข้าเลยแม้แต่น้อย" เด็กสาวเอ่ยปากทักท้วงขึ้นในทันที ที่ได้ทราบเรื่อง

" แล้วมันจะเป็นอันใดไปเล่า ในเมื่อสิ่งที่พ่อได้ตัดสินใจให้เจ้านี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเจ้า"ผู้เป็นบิดากล่าวก่อนจะยิ้มเป็นเชิงหว่านล้อม" จงเชื่อพ่อเถิด นี่เป็นโอกาสอันหาได้ยากนักเชียวนะลูก"

"แต่ข้าไม่เคยพบเจ้าชายผู้นั้นมาก่อนเลยนะ ท่านพ่อ "

" นั่นหาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดไม่" เมริเรหัวเราะ "ในบ้านเมืองเรานี้ มีหญิงชายมากมายที่วิวาห์กันโดยต่างก็ไม่เคยได้พบหน้าค่าตาของอีกฝ่ายมาก่อน แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันอย่างมีความสุขอยู่ได้มิใช่หรือ" 

"เหตุใด ท่านพ่อต้องเร่งรัดข้าถึงเพียงนี้ด้วย"เด็กสาวว่าอย่างไม่เข้าใจ

"เร่งรัดอันใดกันเล่า"เมริเรกล่าว" เพราะจะว่าไปแล้ว สตรีส่วนใหญ่ ต่างก็ล้วนแต่วิวาห์ในวัยเดียวกับเจ้าทั้งนั้น มิใช่หรือ"

"แต่.."อีกฝ่ายทำท่าจะค้าน

"เอาล่ะ อย่าได้ปฏิเสธอีกเลย ลูกพ่อ"ผู้เป็นบิดาพูดเป็นเชิงตัดบท" แล้ววันหนึ่งข้างหน้า เจ้าจะต้องดีใจที่ยอมทำตามที่พ่อบอก ในวันนี้"

เด็กสาวมองบิดาด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย 

 ….เมื่อได้นึกย้อนไปถึงการสนทนาในตอนนั้นแล้ว เนเฟอร์ตีตี ก็อดที่จะนึกน้อยใจในผู้เป็นบิดามิได้ ที่ตัดสินใจลงไปโดยไม่เคยถามความสมัครใจของนางแม้แต่น้อย หากปฏิบัติกับนางราวกับนางเป็นวัตถุหรือนางทาสีที่จะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ดังประสงค์

        เด็กสาวถอนหายใจเบาๆอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากตั่งอย่างช้าๆ ครู่หนึ่งที่นางทอดสายตาออกไปยังเบื้องนอกอีกครั้ง และอดรู้สึกไม่ได้ว่า ทางออกสำหรับปัญหาของนางนั้น ดูช่างมืดมนไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าของค่ำคืนนี้ 

      เนเฟอร์ตีตีละสายตาจากภาพเบื้องหน้า ก่อนจะหันหลังและเดินมายังเตียงที่วางอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง เตียงหลังนี้แกะจากไม้มะเกลือสีดำสนิทและถูกปูลาดด้วยหนังกาเซลแดงอันอ่อนนุ่ม เด็กสาวเอนกายลงนอนอย่างช้าๆ นางหลับตาลงด้วยหมายใจจะใช้การนิทราเพื่อให้ละจากปัญหาที่กำลังเกาะกินใจนางอยู่ แม้จะเป็นแค่เพียงชั่วข้ามคืนก็ตาม….

**********************


       ท่ามกลางบรรยากาศของยามรุ่งอรุณแห่งทะเลทราย เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน บนสันทรายมหึมาอันยาวเหยียดที่ทอดตัวยาวไปบนที่ราบกว้างใหญ่จนดูราวกับพญางูยักษ์ คือขบวนของรถศึกเทียมม้าคู่จำนวนหนึ่งพันคันที่ตั้งแนวเรียงรายตลอดสันทรายนั้น
 
บนรถศึกแต่ละคันประกอบด้วยพลขับหนึ่งคนและพลธนูที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกหนึ่งคน ทั้งพลธนูและพลขับแต่งกายด้วยผ้าลินินสีขาวที่ห่มพันร่างกายท่อนล่างและปล่อยชายยาวด้านข้างลงมาถึงเข่า ขณะที่ร่างส่วนบนนั้นสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นหนังดิบและทองแดงแผ่นเล็กๆร้อยสลับกันเข้าด้วยเอ็น ศรีษะคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวลายน้ำเงินคาดทับด้วยเส้นหนัง

    ที่ด้านหลังของขบวนรถศึกคือ กองทหารราบจำนวนหนึ่งหมื่นคน ยืนเรียงเป็นแถวซ้อนกันทั้งหมดสิบชั้น โดยทหารราบจำนวนสามแถวแรกนั้น ทุกคนต่างคลุมศรีษะด้วยผ้าลินินสีขาวมีสายหนังรัดทับ ร่างกายส่วนล่างนุ่งห่มด้วยผ้าลินินสีขาวปล่อยชายห้อยลงมาด้านหน้า ร่างกายท่อนบนสวมเกราะที่ทำจากสายหนังคาดทับหน้าอกเป็นชั้นๆ ในมือถือโล่หนังวัวและดาบโค้งลักษณะกึ่งเคียวที่ทำจากสัมฤทธิ์ ส่วนทหารอีกเจ็ดแถวที่เหลือนั้นมิได้สวมเกราะหากแต่ถือเพียงโล่หนังวัวและใช้หอกด้ามไม้ใบหอกทำด้วยสัมฤทธิ์ เป็นอาวุธ นอกจากนี้ทหารราบทุกคนยังมีขวานศึกขนาดเล็กเหน็บอยู่กับสายคาดเอวด้วย

      ด้านหน้าสุดของขบวนทัพ เป็นกลุ่มของรถศึกเทียมม้าคู่ของเหล่านายทหาร ซึ่งแต่งกายท่อนล่างด้วยผ้าลินินขาวเหมือนไพร่พล แต่คาดเอวด้วยสายคาดทองแดง ร่างกายท่อนบนสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นทองแดง ศรีษะมีผ้าคลุมสีขาวคาดด้วยแผ่นเงิน ส่วนที่ข้อมือและต้นแขนกับหน้าแข้งมีปลอกทองแดงสวมอยู่ ส่วนตรงกลางของแถวนายทหารนั้น มีรถศึกคันใหญ่ประดับด้วยทองคำและเงินอย่างงดงามเทียมด้วยม้าสีดำสนิทสองตัวจอดอยู่ 

   บนรถคันนั้น บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าคมเข้มงามสง่า สวมเกราะทองแดงประดับด้วยทองคำ ใส่หมวกทรงสูงไม่มีปีกทำจากทองคำประดับด้วยอัญมณีที่ตรงกึ่งกลาง ไหล่ทั้งสองคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงที่โบกสะบัดไปตามแรงลม 

     บุรุษผู้นี้ คือ ฟาโรห์อเมนโฮเทบที่สาม จอมราชันย์แห่งดินแดนลุ่มน้ำไนล์  ทั้งนี้ นับเป็นเวลานานกว่าสามเดือนแล้วที่พระองค์ทรงยกกองทัพอันเกรียงไกร เดินทางมาปราบกบฏของชนพื้นเมืองในเขตแดนนูเบีย *และบัดนี้ทหารของพระองค์ได้รุกรบข้าศึกจนมาถึงที่มั่นสุดท้ายของพวกกบฏแล้ว   

             มาณพน้อยวัยสิบเก้าปีที่ยืนอยู่บนรถศึกอีกคันที่จอดอยู่ใกล้กับรถศึกของฟาโรห์ คือ เจ้าชายอเมนโฮเทบ โอรสของพระองค์ เจ้าชายหนุ่มทรงสวมเกราะทองแดงประดับด้วยเงินและทรงมีพระพักตร์คล้ายกับองค์ฟาโรห์ ต่างกันเพียงเจ้าชายนั้นทรงมีดวงพระเนตรที่อ่อนโยนแฝงไว้ด้วยแววของบุรุษช่างฝันเช่นนักกวีมากกว่าแววพระเนตรแข็งกร้าวดุดันของนักรบเยี่ยงพระบิดา

"เสด็จพ่อ กองทัพของเราพร้อมแล้ว จะทรงมีพระบัญชาให้เคลื่อนพลเข้าโจมตีเลยหรือไม่ พะย่ะค่ะ" เจ้าชายหนุ่มทูลถามพระบิดา

"รอก่อน" องค์ฟาโรห์ทรงยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งเป็นเชิงปราม พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า"เมื่อครู่ นายพลเจฮูติ ได้นำข่าวจากกองลาดตระเวนมาแจ้งว่า กำลังของข้าศึกมีมากกว่าฝ่ายเรา หากเราเข้าโจมตียังที่มั่นของพวกมัน เราอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้"  

เจ้าชายหนุ่มทรงนิ่งฟังเงียบๆ ขณะที่องค์พระบิดายังคงมีรับสั่งเพิ่มเติมอีกว่า "ลูกข้า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าได้ออกแนวหน้า ฉะนั้นจงศึกษาและเรียนรู้ให้มาก " ฟาโรห์ทรงหันพระพักตร์มายังพระโอรส " เพราะวันหน้า เจ้าจะต้องทำหน้าที่เป็นจอมทัพของแผ่นดิน"

" ลูกรับทราบ พะย่ะค่ะ" เจ้าชายหนุ่มทรงรับคำเบาๆ

"ดีแล้ว" พระบิดาทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อยก่อนจะทรงหันกลับไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง

     ไกลออกไปจากบริเวณอันเป็นที่ตั้งขบวนทัพของอียิปต์ มีเนินทรายสูงใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ห่างออกไปทางด้านหลังของเนินทรายดังกล่าว เป็นดงไม้ปาล์มและอินทผาลัมที่ขึ้นปกคลุมอยู่รอบโอเอซิสขนาดใหญ่ อันเป็นที่สถานที่ชุมนุมพลของข้าศึกชาวนูเบีย ชั่วขณะหนึ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังของขบวนทัพอียิปต์ค่อยๆลอยสูงขึ้นช้าๆ  

          พลันที่หลังเนินแห่งนั้นก็บังเกิดฝุ่นทรายฟุ้งตรลบไปทั่วราวกับเกิดพายุทราย เพียงแต่ฝุ่นละอองทรายที่ปลิวฟุ้งขึ้นไปเหล่านั้น เกิดจากฝีเท้าของคนจำนวนนับหมื่นที่เหยียบย่ำลงไป 

และในเวลาไม่นาน ภาพของนักรบชาวนูเบียจำนวนเกือบสองหมื่นคนก็ปรากฏขึ้นที่บนเนินทราย ผิวกายของนักรบทุกคนดำสนิทเป็นมันมะเมื่อมราวกับสีนิล พู่ขนนกกระจอกเทศที่ประดับศรีษะของพวกเขามองดูละลานตาคล้ายทุ่งหญ้าสีขาวที่เคลื่อนที่ได้ ทหารนูเบียทุกคนล้วนเปลือยร่างท่อนบนและแต่งกายด้วยหนังสัตว์ นักรบส่วนใหญ่ใช้หอกใบพายและถือโล่ยาวเกือบเท่าตัวคนที่ทำจากหนังสัตว์

  แถวหน้าสุดของทัพนูเบียประกอบด้วยพลธนูและหอกซัดจำนวนสามพันคน ซึ่งไม่ได้ถือและโล่ มีเพียงหนังสัตว์ห่มพันร่างกายท่อนล่าง กองทัพกบฏขยายแถวก่อนจะเคลื่อนพลลงจากเนินทรายและตรงเข้ามาอย่างช้าๆเพื่อให้ได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตน  

ฟาโรห์อเมนโฮเทปทอดพระเนตรภาพที่เห็นก่อนจะทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย จากนั้นพระองค์จึงทรงหันกลับไปมีรับสั่งต่อเหล่าไพร่พลทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงดังกังวาน 

"นักรบทั้งหลายของข้า จงฟัง! ในนามแห่งอามอน-รา** องค์ปิยมหาเทพบิดรแห่งลุ่มน้ำไนล์ ผู้ทรงอำนาจเหนือปเทพเจ้าทั้งปวง ข้าจะนำพวกเจ้าไปสู่ชัยชนะ ความเหนื่อยยากของพวกเจ้าทุกคนจะสิ้นสุดลงในวันนี้ นักรบของข้า ทหารกล้าแห่งเคมเมต***ในวันนี้ ทวยเทพจะทรงประทานชัยชนะให้พวกเรา ขอให้ทุกคนจงต่อสู้ให้สุดกำลังและสังหารพวกมันให้สิ้น!" 

ทันทีที่สิ้นพระสุรเสียงขององค์พระประมุข เหล่าไพร่พลทั้งหลายต่างก็พากันโห่ร้องดังกึกก้องด้วยความฮึกเหิม ขณะที่ฟาโรห์ทรงแย้มพระสรวลด้วยความพอพระทัย ก่อนจะทรงหันกลับมาและตรัสกับเหล่านายทัพที่รอรับฟังพระบัญชาอยู่ 

" เจฮูติ จงนำรถศึกสี่ร้อยคันแยกไปทางซ้าย ส่วนราดาเมส จงนำรถอีกศึกสี่ร้อยไปทางด้านขวา ระดมยิงปีกทั้งสองข้างของทัพข้าศึกและแยกพวกมันออกจากกัน"

"พะย่ะค่ะ" นายพลทั้งสองน้อมรับพระบัญชา

"ส่วนพวกเจ้า " องค์ฟาโรห์ทรงมีพระบัญชากับเหล่าขุนทัพที่เหลือ" เมื่อเห็นทัพข้าศึกแยกจากกันแล้ว จงนำรี้พลเข้าโจมตีตัดกลางขบวนทัพของพวกมันโดยทันที" 

"พะย่ะค่ะ" ขุนทัพทุกคนน้อมรับพระบัญชา ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าประจำตำแหน่งของตน

กองทัพนูเบียเคลื่อนพลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมและเสียงกลองศึกดังกึกก้องราวจะสะเทือนไปทั้งแผ่นฟ้าและผืนทราย ทว่าก่อนที่ทัพนักรบผิวดำจะเข้าใกล้พอได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตนนั้นเอง ขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ก็เคลื่อนกำลังเข้าขนาบทางด้านซ้ายและขวาก่อนจะเปิดฉากระดมยิงทันที ทำให้กองทัพศัตรูเริ่มระส่ำระสาย ด้วยห่าฝนลูกธนู

         การรุกเข้าจู่โจมของกองรถศึกสร้างความปั่นป่วนให้เหล่านักรบผิวดำเป็นอย่างมาก ธนูของฝ่ายอียิปต์ที่ยิงได้ไกลและแรงกว่า ปลิดชีพนักรบนูเบียล้มตายราวใบไม้ร่วง นักรบที่อยู่ตรงกลางทัพต่างกระจายกำลังแยกกันเป็นสองปีกและพยายามเข้าโจมตีขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ ทว่าพวกทหารเดินเท้านั้นไม่อาจจะไล่ตามรถศึกที่รวดเร็วกว่าได้ทัน ทำให้สภาพของกองทัพต้องแตกแยกกระจัดกระจาย

   องค์ฟาโรห์นำขบวนรถศึกที่เหลือเข้าโจมตีข้าศึกทันที ท่ามกลางความวุ่นวายของการรบ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม่ทัพข้าศึกค่อยๆล่าถอยขึ้นเนิน โดยมีเหล่าองครักษ์หลายร้อยคนล้อมรอบอยู่ ด้วยทรงหมายมั่นจะเผด็จศึกโดยเร็ว พระองค์จึงสั่งให้พลขับนำรถศึกพุ่งเข้าไปหา แม่ทัพฝ่ายตรงข้าม

    เมื่อเห็นฝ่ายศัตรูพุ่งเข้ามา แม่ทัพนูเบียก็ร้องสั่งให้ทหารของตนเตรียมรับมือ บรรดาทหารองครักษ์ต่างรีบยกโล่ขนาดใหญ่ต่อเรียงกันเป็นกำแพงหนาแน่น เพื่อคุ้มกันแม่ทัพของตน ขณะที่พลรถศึกของอียิปต์ต่างก็วางธนูและพุ่งหอกซัดที่เตรียมมาไปยังโล่เหล่านั้น โดยหอกซัดแต่ละด้ามมีปลายที่ทำเป็นรูปตะขอ ส่วนที่ด้ามหอกได้ถูกร้อยเชือกเอาไว้ 

   ทันทีที่หอกเข้าเป้าหมาย รถศึกทุกคันก็หันกลับและกระชากจนแถวโล่ห์ของข้าศึกล้มระเนระนาด จากนั้นพลดาบของอียิปต์ก็เข้าประหารทหารเหล่านั้นจนหมดสิ้น แม่ทัพนูเบียคำรามอย่างเกรี้ยวกราดและพุ่งเข้าใส่รถศึกของฟาโรห์ด้วยหมายจะใช้หอกปลิดชีพศัตรู องค์ฟาโรห์อเมนโฮเทปทรงหยิบหอกซัดและพุ่งเข้าใส่ข้าศึกทันที หอกแทงทะลุอกศัตรูของพระองค์เกือบครึ่งเล่ม แม่ทัพฝ่ายกบฎล้มลงและขาดใจตายเกือบจะในทันที เหล่าไพร่พลอียิปต์ที่เห็นดังนั้นต่างโห่ร้องยินดี และพุ่งทะยานเข้าสังหารข้าศึกที่เริ่มแตกหนี 

องค์ฟาโรห์ทรงมีบัญชาให้สารถีบังคับรถศึกไล่ตามทหารข้าศึกที่กำลังแตกพ่าย ขณะที่พระองค์ทรงเหนี่ยวคันธนู ปล่อยลูกศรเด็ดชีวิตศัตรูดับดิ้นลงคนแล้วคนเล่า ทันใดนั้น หอกเล่มหนึ่งก็ถูกพุ่งมาปักเข้าที่อาชาหนึ่งในสองตัวที่พ่วงรถอยู่ จนล้มลง ส่งผลให้รถศึกของพระองค์เสียหารทรงตัวพลิกคว่ำ  ทำให้องฟาโรห์ทรงพลัดตกลงมาทันที  เจ้าชายทรงตะโกนสุดพระเสียง

" เสด็จพ่อ!"

 

เมืองนาปาต้า ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้แก่งน้ำตกที่สี่ของแม่น้ำไนล์ นครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่สาม* หลังจากทรงพิชิตดินแดนนูเบีย ได้สำเร็จ จึงได้สร้างเมืองนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานีการค้าและฐานควบคุมไม่ให้ชนพื้นเมืองนูเบียแข็งข้อต่อจักรวรรดิ

        ในพลับพลาที่ประทับขององค์ฟาโรห์ ซึ่งอยู่บริเวณลานกว้างกลางเมือง ฟาโรห์อเมนโฮเทป ประทับบนตั่งที่ปูลาดด้วยหนังเสือดาว บรรดาแม่ทัพต่างนั่งเรียงรายสองข้าง ทางหัวแถวด้านขวาคือ เจ้าชายอเมนโฮเทป ผู้เป็นพระโอรส ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นแม่ทัพคู่พระทัยนาม เจฮูติ

" ข้าแต่ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้ พวกกบฏนูเบียได้ยอมจำนนต่อกองทัพเราจนหมดสิ้นแล้ว พะย่ะค่ะ" แม่ทัพเจฮูติ ทูลรายงาน

"ดี" องค์ฟาโรห์ตรัส ด้วยน้ำเสียงพอพระทัย " จงนำบรรดาแม่ทัพนายกองของข้าศึกทุกคนที่จับมาได้ ไปฝังทั้งเป็นในทะเลทรายให้หมด สิ้น เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่คิดจะแข็งข้อต่อเรา ส่วนพวกเชลยที่เหลือนั้น จงนำพวกมันกลับไป เป็นทาสที่นครธีบส์ "

" น้อมรับพระบัญชา " แม่ทัพเจฮูติ กล่าวพร้อมทำความเคารพ

" เสด็จพ่อ หม่อมฉันเห็นว่า น่าจะทรงประทานอภัยโทษแก่เหล่าเชลยศึก เพื่อแสดงถึงพระเมตตานะ พะย่ะค่ะ"  เจ้าชายตรัสเสนอ

"เจ้าใจอ่อนเกินไปแล้ว ลูกข้า" องค์ฟาโรห์ทรงมีรับสั่งตำหนิพระโอรส "การแสดงความเมตตากับพวกป่าเถื่อนเช่นนี้ มีแต่จะถูกพวกมันตีความว่าเรานั้นอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้พวกมันได้ใจและก่อการกระด้างกระเดื่องต่อเราไม่สิ้นสุด"

เมื่อทรงสดับดังนั้น เจ้าชายอเมนโฮเทบก็ทรงก้มพระพักตร์ลงด้วยอาการของผู้ที่จำยอมรับ มากกว่าจะทรงเห็นด้วยกับพระบิดาจริงๆ

"เอาล่ะทุกคน เราออกไปชมการลงทัณฑ์พวกมันด้วยกันเถอะ" องค์ฟาโรห์ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกไปนอกพลับพลาโดยมีเหล่าแม่ทัพตามเสด็จไปด้วย

….ที่ลานกว้างทางด้านตะวันออกของกำแพงเมือง ทหารอียิปต์จำนวนสองพันนายถือหอกและโล่ตั้งขบวนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสสองชั้นล้อมรอบหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง ที่บริเวณใกล้กับปากหลุมดังกล่าว เชลยศึกชาวนูเบียจำนวนห้าร้อยคนถูกมัดมือนั่งรวมกันอยู่

   ทันทีที่ฟาโรห์ได้เสด็จมาถึงยังลานกว้างแห่งนั้นพร้อมกับเจ้าชายและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้ว เสียงเป่าเขาอันเป็นสัญญาณให้เริ่มการลงทัณฑ์บรรดาเชลยศึกก็ดังขึ้น เชลยหลายคนส่งเสียงคร่ำครวญวิงวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร ทว่าก็ถูกเหล่าทหารอียิปต์กระชากตัวให้ลุกขึ้นและไล่ต้อนด้วยคมหอกให้เดินไปยังปากหลุมโดยไร้ซึ่งความปราณี จากนั้นเชลยศึกชาวนูเบียทั้งหมดก็ถูกผลักตกลงไปในหลุมนั้น ก่อนจะถูกพวกทหารที่อยู่ข้างบนโกยทรายทับถมลงไป เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้เคราะห์ร้ายดังระงมอย่างน่าเวทนา ขณะที่พวกทหารโกยทรายลงไปเรื่อยๆ

เจ้าชายหนุ่มทรงเบือนพระพักตร์จากภาพอันน่าสยดสยองนั้น ขณะที่พระบิดาซึ่งทรงสังเกตเห็นอาการของพระโอรสทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย หากแต่ก็ไม่ได้ตรัสสิ่งใด
  เสียงคร่ำครวญของเหล่าเชลยศึกยังคงดังอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อเชลยคนสุดท้ายได้จมหายไปใต้ผืนทราย….

********************

      รถม้าคันหนึ่งแล่นมาตามถนนดินของนครอัคมิมร์**และหยุดลงเมื่อถึงบริเวณหน้าประตูรั้วของคฤหาสน์แห่งข้าหลวงผู้ปกครองเมือง ชายผู้เป็นคนขับโดดลงจากรถและนำสาสน์ที่เขียนในม้วนปาปิรัส ***มอบให้แก่ทหารรักษาการณ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้า  

ครู่ต่อมาสาส์นนั้นก็มาถึงมือของเมริเร ผู้เป็นเจ้าของบ้าน หลังจากอ่านจบ บุรุษวัยกลางคนยิ้มอย่างสมคะเน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบนของผู้เป็นบุตรสาว

 "เนเฟอร์ตีตี พ่อมีข่าวดีมาบอกกับเจ้า " เมริเรกล่าวเมื่อเห็นหน้าบุตรสาว
"ข่าวอะไรหรือ ท่านพ่อ" ผู้เป็นบุตร ถาม
 "คนนำสารของพ่อที่เดินทางมาจากนครนาปาต้า ได้นำข่าวมาแจ้งว่า บัดนี้กองทัพเคมเมตมีชัยชนะเหนือพวกกบฏแล้ว " ผู้เป็นบิดาพูด
" แล้วข่าวนี้มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยหรือ " เด็กสาวสงสัย
"เกี่ยวสิ ในเมื่อสงครามสงบแล้ว อีกไม่นานองค์ฟาโรห์พร้อมเจ้าชายก็จะเสด็จกลับธีบส์ "เมริเรกล่าว "วันพรุ่ง พ่อจะพาเจ้าเดินทางไปยังธีบส์ "

 " พรุ่งนี้!" เด็กสาวอุทานอย่างตกใจ "เหตุใด ต้องรีบร้อนเช่นนั้นด้วยเล่า ท่านพ่อ " 

" ที่ต้องเร่งเดินทาง ก็เพราะว่า พ่อต้องการให้เจ้าไปถึงที่นั่น ก่อนเวลาที่กองทัพหลวงจะเดินทางไปถึง" ผู้เป็นบิดาขยายความ"พ่อจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชาย เพื่อให้พระนางได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เจ้าจะถวายตัวเป็นชายาของพระองค์ "

"แล้วเหตุใด ท่านพ่อจึงต้องให้ข้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชายด้วยเล่า "เด็กสาวว่า
"เจ้ากล่าวมาเช่นนี้ ดูช่างมิรู้เรื่องอันใดเอาเสียเลย" ผู้เป็นบิดาทำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งเอ็นดู" ที่พ่อต้องการให้เจ้าไปเข้าเฝ้าพระนางก่อนนั้น ก็เพื่อให้พระนางทรงเมตตาเจ้าแลจะได้ทรงให้การสนับสนุนตัวเจ้าให้ได้เป็นคนโปรดของพระโอรส เผื่อว่าในวันหน้าเมื่อเจ้าชายได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะมีโอกาสได้เป็นถึงราชินีแห่งเคมเมตก็เป็นได้ "

เนเฟอร์ตีตี นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ " แต่ท่านพ่อน่าจะรู้ว่า ตัวข้าหาได้ปรารถนาที่จะเป็นราชินีไม่ " 

"เจ้าหมายความว่าอย่างไรนะ" เมริเรขมวดคิ้ว " เจ้ารู้หรือไม่ว่า สตรีทั่วแผ่นดิน ล้วนปรารถนาโอกาส เช่นนี้ แล้วตัวเจ้ากลับกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร" 

" แต่ข้าหาได้ต้องการเช่นนั้นไม่ "นางเถียง
"เนเฟอร์ตีตี!" ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคมิมร์เรียกชื่อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ" เจ้าพูดออกมาเช่นนี้ คิดจะขัดคำสั่งพ่ออย่างนั้นรึ "  

 " ก็แล้วที่ท่านพ่อบังคับจิตใจของข้าเล่า "เด็กสาวว่าอย่างไม่ยอมแพ้ "ท่านตัดสินใจลงไปโดยไม่เคยถามถึงความสมัครใจของข้าเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้แล้วจะให้ข้าทำตามได้อย่างไร!"
"นี่เจ้าบังอาจต่อว่าเช่นนี้พ่อเชียวรึ" ผู้เป็นบิดาขึ้นเสียงด้วยความโกรธ "เอาล่ะในเมื่อเจ้ากล่าวว่าพ่อบังคับจิตใจของเจ้า ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเดินทางไปยังธีบส์กับพ่อ หากแม้เจ้าไม่ยอมไป พ่อจะให้พวกทาสจับเจ้ามัดแล้วส่งตัวไปยังธีบส์เอง" กล่าวจบ เมริเร ก็เดินออกจากห้องไป

เนเฟอร์ตีตี พยายามกลั้นหยาดน้ำตาที่มาเอ่อคลอนัยน์ตาคู่งามนั้น นับแต่เล็กจนโต บิดาของนางไม่เคยดุว่านางแม้เพียงคำเดียว มีแต่จะตามใจสารพัด ด้วยว่ามารดาของนางนั้นเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก ผู้เป็นบิดาจึงรักและทะนุถนอมนางราวแก้วตาดวงใจ ทว่าในวันนี้ เพียงเพราะตัวนางไม่ต้องการจากบ้านไปวิวาห์กับชายที่นางไม่ปรารถนา กลับทำให้บิดาถึงกับกริ้วโกรธจนถึงขั้นดุด่า ทำให้เด็กสาวเต็มไปด้วยความน้อยใจยิ่งนัก 

  ในที่สุด เด็กสาวก็มิอาจจะอดกลั้นความน้อยใจและเสียใจได้อีกต่อไป นางทิ้งกายลงร่ำไห้บนที่นอน

"นายหญิงน้อย" เสียงหนึ่งดังขึ้น
เนเฟอร์ตีตี เงยหน้าขึ้นและเห็น ไอริส พี่เลี้ยงสาวของตนนั่งอยู่ใกล้
 " นายหญิงน้อย ร้องไห้ทำไมเจ้าคะ" ไอริสอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นน้ำตานองหน้าผู้เป็นนาย
 " ไอริส " เด็กสาวเรียกพี่เลี้ยง ก่อนจะโผเข้าหา " ท่านพ่อสั่งให้ข้าไปธีบส์ ท่านจะบังคับให้ข้าเป็นชายาของเจ้าชาย" นางสะอื้นไห้ " ท่านพ่อดุข้า ท่านดุข้า เพราะข้าไม่ยอมไปธีบส์"
ไอริสโอบกอดเด็กสาวไว้และปลอบโยนด้วยความสงสาร หญิงสาวรู้ดีว่า แต่เล็กจนโต เด็กสาวผู้เป็นนายของตนมิเคยต้องยินถ้อยคำระคายหู แม้เพียงสักครั้งเดียว ครั้นมาถูกบิดาดุว่ารุนแรงเอาเป็นครั้งแรก ก็ย่อมต้องสะเทือนใจเป็นธรรมดา
"นายหญิงน้อย อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ" ไอริสพูดปลอบ "นายท่านคงหาได้ตั้งใจจะดุนายหญิงน้อยไม่ หากที่ท่านพูดไปนั้นคงเป็นเพราะความโกรธชั่ววูบมากกว่า"

เนเฟอร์ตีตี หยุดสะอื้นไห้ คงเหลือเพียงหยาดน้ำตาบนสองข้างแก้ม "ไอริส ข้าไม่อยากไปธีบส์ ข้าไม่ต้องการเป็นชายา เจ้าช่วยข้าทีสิ"
"นายหญิงน้อย ข้าเองก็เห็นใจท่านนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร ท่านเองก็รู้ ว่านายท่าน ไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจแน่" ไอริสกล่าวอย่างจนปัญญา
เนเฟอร์ตีตี นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างนึกขึ้นได้ "เช่นนั้น เจ้าก็พาข้าหนีสิ พวกเราหลบไปอยู่ที่ไหนสักพักก็ได้ จนกว่าท่านพ่อจะเลิกล้มความตั้งใจ "
" ทำเช่นนั้นไม่ได้ หรอกเจ้าค่ะ" ไอริสรีบปฏิเสธ"พวกเราไม่มีทางหนีนายท่านพ้นแน่ หากคิดหนีแล้วถูกนายท่านจับได้ ข้ามีหวังถูกทรมานจนตายอย่างแน่นอนและนายหญิงน้อยเองก็คงต้องถูกลงโทษด้วย"
"เช่นนั้น เจ้าก็จงออกไปได้แล้ว" น้ำเสียงของนายสาวเกรี้ยวกราด "ในเมื่อเจ้าไม่ช่วย ก็จงไปให้พ้นหน้าข้า. ออกไป! ออกไปเดี่ยวนี้เลย!"
อีกฝ่ายยังลังเล "เอ่อ..นายหญิงน้อย"
"ข้าสั่งให้ออกไป!"เนเฟอร์ตีตีตวาดลั่น" ออกไปเดี๋ยวนี้!"

เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงสาวก็รีบหลบออกไปจากห้องนั้น ด้วยความหวาดเกรงแต่ก่อนที่จะก้าวพ้นขอบประตูออกไปนางก็ยังอดมองมาด้วยสายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงไม่ได้ ไอริสยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวออกไปและจะปล่อยให้ผู้เป็นนายอยู่เพียงลำพัง
" โอ้ ข้าแต่ ทวยเทพทั้งหลาย ไยพระองค์จึงไม่ทรงเมตตาข้าเลย เหตุใดต้องให้ข้าได้พานพบชะตากรรม เช่นนี้ด้วย" เด็กสาวพร่ำรำพัน

*******************

           เช้าวันรุ่งขึ้น เมริเรก็นำบุตรสาวออกเดินทางจากนครอัคร์มิมโดยทางเรือล่องขึ้นไป พร้อมด้วยทหารคุ้มกันอาวุธครบมือหลายสิบนาย มุ่งหน้าสู่นครธีบส์ มหานครแห่งจักรวรรดิ เมริเรตั้งใจว่าจะพาบุตรสาวของตนไปเข้าเฝ้าพระนางไทยีผู้ทรงมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของตน ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคร์มิมมีความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติที่มีอยู่กับพระนาง เมื่อรวมกับรูปโฉมที่งดงามและความเฉลียวฉลาดของบุตรสาวของตน ก็น่าที่จะทำให้พระนางไทยีทรงเมตตาบุตรสาวของตนอย่างแน่นอน 

       ขณะที่ผู้เป็นบิดากระหยิ่มใจกับความฝันถึงสิ่งที่ตนวาดหวังไว้ ผู้เป็นบุตรสาวกลับมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน เนเฟอร์ตีติเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องพักของเรือและแทบจะไม่ได้เอ่ยปากกับผู้ใด แม้กับไอริสซึ่งเป็นพี่เลี้ยงคนสนิทของนาง อย่างไรก็ตาม ภายในจิตใจของนางนั้นหาได้สงบนิ่งเหมือนดังการแสดงออกภายนอกที่เห็นไม่ ด้วยว่าความคิดของนางวนเวียนอยู่ระหว่างความรู้สึกสองอย่างนั่นคือความไม่พอใจกับความตื่นเต้น 

ทั้งนี้ แม้ว่าตัวนางจะไม่ต้องการเป็นชายาของเจ้าชาย แต่นางก็มีความปรารถนาที่จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาของนครธีบส์ เนื่องด้วยทั้งชีวิตของนางนั้น เคยได้ยินเสียงเล่าลือถึงความรุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้ แต่ก็หาได้เคยมาเยือนมหานครแห่งนี้เพียงสักครั้งไม่ อันที่จริงแล้วถ้าหากนี่ไม่ใช่การเดินทางมาเพื่อการถวายตัวแล้ว นางก็คงมีความรื่นรมย์กับการเดินทางครั้งนี้ไม่น้อย 

      ไม่กี่วันต่อมา เรือก็มาถึงบริเวณอันใกล้กับที่ตั้งของหมู่มหาพีระมิดใหญ่ ความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้างโบราณที่น่าอัศจรรย์ตรึงตาเด็กสาวยิ่งนัก แต่ที่ดูน่าติดตาตรึงใจยิ่งกว่า คือรูปสลักมหึมาของสฟิงซ์* สัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งมนุษย์ ที่หมอบอยู่หน้าหมู่พีระมิด ราวกับจะคอยปกป้องคุ้มครองแผ่นดินแห่งนี้ 

"ดูสิ ลูก อีกไม่นาน พวกเราก็จะถึงธีบส์ แล้ว " เมริเร บอกกับบุตรสาว พลางชี้มือไปยังเบื้องหน้า 

เด็กสาวมองตามที่ผู้เป็นบิดาบอก แนวกำแพงสีขาวของมหานครใหญ่ปรากฏให้เห็นได้ในระยะไกล แม้ว่าเวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสุดท้ายของวัน แต่ดูเหมือนว่ายังเพียงพอที่จะให้นางได้มองเห็นความยิ่งใหญ่และงดงามของมหานครแห่งไนล์

แม้ภาพของมหานคร ที่นางได้เห็นจะทำให้นางเกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทว่ามันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยมันหมายถึงว่าอีกไม่นานนางก็ต้องเข้าสู่วังหลวง ที่นางไม่ปรารถนาแล้วนั่นเอง 

เนเฟอร์ตีติละสายตาจากภาพที่เห็น พลางถอนหายใจเบาๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังรอนางอยู่เบื้องหลังแนวกำแพงสีขาวนั้น 
                                         
                                                           ***************************

(โปรดติดตามตอนต่อไป วันพฤหัสที่22 ตุลาคม )






 ----------------------------------------------------------------------------------------------------
*ทุตโมซิสที่3 ทรงครองราชย์ระหว่างปีที่    ก่อน ค.ศ. พระองค์เป็นพระโอรสของฟาโรห์ทุตโมซิสที่2 และทรงได้รับสมญานามจากนักประวัติศาสตร์ว่า นโปเลียนอียิปต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ปรีชาสามารถและสร้างอียิปต์จนกลายเป็นจักรวรรดิ  
**นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระนางเนเฟอร์ตีตี มาจากตระกูลขุนนางของเมืองนี้*
***ปาปิรัสเป็นกระดาษของอียิปต์โบราณทำมาจากต้นกกปาปิรัสซึ่งเคยมีอยู่มากตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์
**** รูปสลักสฟิงส์ยักษ์ เป็นรูปครึ่งสัตว์ครึ่งมนุษย์ โดยมีส่วนหัวเป็นมนุษย์และมีร่างเป็นสิงโตกำลังหมอบ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า สฟิงส์ยักษ์ถูกสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ เมนเคอเร*

 

edit @ 17 Oct 2009 19:31:24 by chapman

2008/Jan/25

                                 บทนำ


มหากาพย์แห่งการต่อสู้ของวีรชนไทย กับเรื่องราวการผจญภัยสู่อดีตกาลของ สิงหา ชายหนุ่มแห่งศตวรรษที่21 เมื่อเขาได้

เข้าร่วมในศึกครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาแผ่นดินแห่งนและได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของแผ่นดิน ที่บรรพชนได้หวงแหนเอาไว้

แม้นชีพจักสลาย      


จะขอตายเพื่อแผ่นดิน

หยาดเลือดอาจไหลริน   


แต่ไม่สิ้นความเป็นไท

 ***************************

ในเย็นวันหนึ่งของฤดูหนาว หิมะ ตกโปรยปรายลงมาปกคลุมพื้นถนน

แม้จะไม่หนามากนักแต่ก็ทำให้ขับรถเร็วมากไม่ได้

สิงหามองผ่านกระจกหน้าดูหิมะที่ตกลงมาพร้อมกับผิวปากเพลง Silent Night ให้เข้ากับบรรยากาศ

ยังเหลือเวลาอีกราวครึ่งชั่วโมงก่อนที่ปาร์ตี้จะเริ่ม
ทำให้ชายหนุ่มไม่รู้สึกเดือดร้อนนักกับการที่ต้องขับรถไปเรื่อยๆ

แสงไฟที่หน้ารถส่องให้เห็นพื้นถนนเบื้องหน้าที่ปกคลุมด้วยหิมะเป็นบางส่วน

ถนนตอนนี้สองข้างทางเป็นป่าละเมาะที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ นานจะเห็นบ้านคนอยู่
ไกลๆสักหลัง

หญิงสาวชาวผิวขาวคนหนึ่งยืนโบกมืออยู่ข้างทาง เธอยืนอยู่กับรถพอชสีแดงคันกะทัดรัด ดูเหมือนว่าเธอกำลังมีปัญหาบางอย่าง

สิงหามองเธออย่างสนใจก่อนจะเข้าไปจอดเทียบและกดปุ่มเลื่อนกระจกลงและถามไปเป็นภาษาอังกฤษว่า

" มีอะไรให้ช่วยไหมครับคุณ"

หญิงสาวดึงหมวกถักที่คลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาดวงตาสีน้ำตาลเข้มเข้ากับผมสีบลอนด์ยาวสลวย

ครั้งแรกที่เห็น สิงหาก็รู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้จัดว่าเป็นคนที่สวยมากทีเดียว  เธอยิ้มให้เขาก่อนจะชี้ไปที่รถพอชสีแดงและพูดว่า   "พอดีรถเสียน่ะค่ะ โทรศัพท์ก็แบตหมด
ติดต่อกับทางศูนย์ไม่ได้เลย รบกวนขอยืมโทรศัพท์ได้ไหมค่ะ"

สิงหาสังเกตรอบบริเวณอยู่ครู่หนึ่ง  เขายังไม่ไว้นักเนื่องจากมันไม่ใช่เหตุปกติวิสัยที่สาวสวยแบบนี้จะมารถเสียอยู่บนทางเปลี่ยว   ข่าวเรื่องการจี้ปล้นบนถนนที่เคยได้ยินทำให้ชายหนุ่มไม่ประมาท

เมื่อดูจนเป็นที่แน่ใจว่าเธอไม่ใช่พวกมิจฉาชีพ ชายหนุ่มจึงเปิดประตูลงจากรถและส่งโทรศัพท์ให้เธอ

หญิงสาวรับโทรศัพท์ไปและโทรไปที่ศูนย์ซ่อม หลังจากเสร็จเรื่องแล้ว เธอส่งโทรศัพท์คืนให้เขาพร้อมกับยิ้มให้"ขอบคุณมากนะค่ะ เรียบร้อยแล้วค่ะ
อีกสิบนาทีทางศูนย์ก็คงจะส่งคนมา"

"ไม่เป็นไรครับ"สิงหาพูด "แล้วนี่คุณจะรออยู่ที่นี่คนเดียวหรือครับ"

"ก็คงอย่างนั้นแหละค่ะ"หญิงสาวตอบก่อนจะเอนตัวพิงรถ

"ถ้าไม่รังเกียจ ผมรออยู่เป็นเพื่อนให้ไหมครับ"สิงหาเสนอ
"ถนนแถวนี้ก็ค่อนข้างเปลี่ยวด้วย"

"ก็ดีเหมือนกันค่ะ" หญิงสาวเห็นด้วย

สิงหากลับเข้าไปในรถและเคลื่อนรถเข้าชิดขอบทาง
ก่อนเชิญหญิงสาวขึ้นมานั่งเพื่อจะได้ไม่ต้องยืนตากลมหนาวข้างนอก
"คุณเป็นคนเอเชียหรือคะ"หญิงสาวถามเข้ามาอยู่ในรถแล้ว
"ครับ" สิงหาตอบ
"เป็นคนประเทศไหนหรือคะ" เธอถามต่อ

"คนไทย ครับ"

"จริงหรือคะ แหมดีจริงๆเลย" หญิงสาวยิ้มให้เขาอีก"ฉันชื่อ โจอันนา ค่ะ
แล้วคุณล่ะคะชื่ออะไร"

"ผมชื่อสิงหาครับ"ชายหนุ่มตอบ

"สิงหา"หญิงสาวทวนคำด้วยน้ำเสียงค่อนข้างชัดเจน

"คุณออกเสียงภาษาไทยได้ชัดจังเลยครับ" สิงหาชม

"เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็ก ครอบครัวของฉันเคยอยู่ที่ประเทศไทยหลายปีค่ะ

ประเทศของคุณเป็นประเทศที่สวยงามมากนะคะ ฉันชอบที่นั่นมาก

ทุกครั้งที่มีเวลาฉันก็มักจะกลับไปเยี่ยมที่นั่นบ่อยๆ"หญิงสาวพูดด้วยความชื่นชม

ชายหนุ่มฟังอีกฝ่ายพูดด้วยความแปลกใจที่เห็นคนต่างชาติให้ความชื่นชมประเทศของเขามากขนาดนี้

สำหรับเขาเองนั้นตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายและมาศึกษาต่อปริญญาตรีจนใกล้จะจบปริญญาโทที่นี่ชายหนุ่มกลับบ้านที่เมืองไทยนับครั้งได้และแต่ละครั้งที่กลับไปก็อยู่เพียงไม่กี่วัน

ถ้าจะว่าไปแล้วหลายปีมานี้เขาอยู่ที่นี่จนแทบจะลืมเมืองไทยไปแล้ว
ความทรงจำเกี่ยวกับประเทศไทยของชายหนุ่มคงเหลือเพียงภาพเลือนรางเท่านั้น

ไม่นานนักเมื่อช่างซ่อมมาถึงและตรวจดูสภาพของรถแล้ว
ช่างก็แจ้งให้หญิงสาวทราบว่าคงต้องนำรถของเธอไปเข้าอู่

"แล้วนี่ ฉันจะทำอย่างไรดีล่ะ  แถวนี้ก็ไม่มีรถผ่านเสียด้วย"โจอันนาว่ากับช่างด้วยสีหน้ายุ่งยากใจขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีคำตอบให้

" ไม่ทราบว่า คุณกำลังจะไหนเหรอครับ" สิงหาถามแทรกขึ้น

"กำลังจะไปบ้านเพื่อนที่สปริงฟิลด์น่ะค่ะ" เธอตอบ

"บังเอิญจังเลยนะครับ ผมเองก็จะไปที่เมืองนั้นพอดี ให้ผมไปส่งคุณเองไหมครับ
เพราะอย่างไรผมก็ต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว" สิงหาเสนอ

โจอันนาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น"งั้นคงต้องรบกวนคุณแล้วล่ะค่ะ"

ระหว่างที่ขับรถมา ช่วงหนึ่ง โจอันนาเล่าถึงสมัยที่เธออยู่ประเทศไทย

หญิงสาวเล่าถึงสถานที่สวยงามของเมืองไทยกับความมีน้ำใจของคนที่นั่น

ทีแรกนั้นชายหนุ่มคิดว่าบางทีเธอคงเห็นว่าเขาเป็นคนไทยจึงอยากจะเอาใจโดยการชมประเทศของเขาให้ฟัง

แต่เมื่อเห็นท่าทางการพูดของเธอแล้ว สิงหาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายคิดแบบนั้นจริงๆ
และนั่นยิ่งทำให้เขาเพิ่มความประหลาดใจมากขึ้น

ครู่ต่อมาสิงหาก็ขับรถมาถึงสปริงฟิลด์ ชายหนุ่มถามอีกฝ่ายว่าจะให้ไปส่งที่ไหน

และเขาก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อพบว่าบ้านของเพื่อนหญิงสาวเป็นบ้านเดียวกับที่

เขาจะมาฉลองปาร์ตี้ก่อนวันคริสต์มาสพอดี

"ขอบคุณนะคะ ที่มาส่ง"โจอันนากล่าวก่อนจะลงจากรถ

"ไม่เป็นไรหรอกครับ"ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยิ้ม"จริงๆแล้วผมก็มาธุระที่นี่เหมือนกัน
เจ้าของงานเป็นเพื่อนผมเองน่ะครับ"

"จริงน่ะเหรอค่ะ"หญิงสาวทำตาโตก่อนจะหัวเราะ"คุณล้อฉันเล่นหรือเปล่าคะ
ดูมันบังเอิญจัง"

"บางครั้ง ชีวิตคนเราก็มีเรื่องบังเอิญเหมือนกันนะครับ"ชายหนุ่มสบตาหญิงสาว

"ฉันว่าเราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคนอื่นๆจะรอนาน"โจอันนากล่าวชวน…..

คืนวันนั้นหลังงานเลี้ยงเลิก สิงหาอาสาโจอันนาไปส่งหญิงสาวที่บ้าน เมื่อไปถึง

หญิงสาวเชิญเขาเข้าไปดื่มกาแฟก่อนกลับ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ
เพราะเขาเองก็อยากคุยกับหญิงสาวให้นานๆอยู่แล้ว

บ้านของโจอันนาเป็นบ้านสองชั้นทาสีเบจ หลังคาสีดำ มีสนามรอบตัวบ้านค่อนข้างกว้าง รอบบ้านไม่มีรั้วแต่เป็นแนวพุ่มไม้สูงขนาดเอวรอบล้อมแทน

ที่หน้าบ้านมีต้นพ็อปลาร์ต้นใหญ่ใบของมันถูกปกคลุมไปด้วยหิมะดูขาวโพลน

"คุณอยู่คนเดียวหรือครับ" สิงหาถามเมื่อไม่เห็นคนอื่นๆอยู่ในบ้าน

"ฉันอยู่คุณพ่อคุณแม่แล้วก็พี่ชายอีกคนค่ะ แต่ตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่ไปเยี่ยมญาติที่ลอนดอน  ส่วนพี่ชายไปทำงานที่มาเลย์"หญิงสาวตอบ

"คุณเป็นคนอังกฤษหรือครับ"สิงหามองดูอีกฝ่ายหนึ่ง

"ฉันเกิดที่สหรัฐค่ะ แต่ครอบครัวฉันมีพื้นเพเดิมอยู่ที่อังกฤษ ตอนอายุได้ห้าขวบ

คุณพ่อไปทำงานที่กรุงเทพ ก่อนจะย้ายกลับมาที่สหรัฐ  เมื่อตอนฉันอายุได้สิบ

ขวบ"โจอันนาพูด"ว่าแต่คืนนี้เราจะมาเล่าประวัติความเป็นมากันหรือไงค่ะ"หญิงสาว

ทำเสียงล้อๆ

สิงหายกมือแตะหลังคอแก้เก้อ"ผมต้องขอโทษนะครับ ที่ถามเรื่องส่วนตัวของคุณ"

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"หญิงสาวพูด" คุณนั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปชงกาแฟมาให้"

สิงหายิ้มรับก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สีดำบุนวม ขณะที่เจ้าบ้านเดินหายเข้าไปในห้องครัว  เมื่อหญิงสาวเจ้าของบ้านไปแล้ว ชายหนุ่มจึงหันมาดูรอบๆห้องที่เขานั่งอยู่

พื้นห้องปูด้วยพรมขนแกะผืนใหญ่ทอเป็นลวดลายแปลกตา  เก้าอี้รับแขกที่เขานั่นงอยู่ประกอบด้วยโต๊ะและเกาอี้ไม้มะฮอกกานีสีดำแกะสลักบุด้วยเบาะนวม

ตรงมุมห้องมีแจกันลายครามวางอยู่ บนผนังห้องติดกับประตูครัวมีหัวกวางมูสแขวนประดับอยู่

สิงหารู้สึกว่าเจ้าของบ้านคงจะมีรสนิยมที่หลากหลายไม่ใช่เล่น เมื่อดูจากข้าวของที่เห็นซึ่งมีทั้งเครื่องลายครามของจีน พรมอาหรับ เครื่องไม้อาฟริกัน

สิงหาเปลี่ยนสายตามาที่ผนังอีกด้านหนึ่งซึ่งมีเตาผิงก่อด้วยอิฐสีแดงติดอยู่

เหนือเตาผิงนั้นมีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่ เนื้อดาบสีดำมัน ด้ามทำด้วยไม้ที่ประกบกันชโลมน้ำมันจนมันปลาบ

ชายหนุ่มมองดาบเล่มนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นและเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
สิงหาเอื้อมมือเข้าไปช้าๆเพื่อจะสัมผัสดาบเล่มนั้น

"น้ำตาลกี่ช้อนค่ะ"เสียงดังถามมาจากในครัว ทำให้สิงหาชะงักมือไว้และกลับมานั่งที่เดิม ก่อนจะร้องตอบหญิงสาวไป"ผมขอสามช้อนก็แล้วกันครับ"

"ทานหวานเหมือนกันนะคะ"หญิงสาวพูดก่อนจะเดินถือแก้วเคลือบใส่กาแฟสองใบออกมาจากในครัวและส่งแก้วหนึ่งให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่

สิงหากล่าวขอบคุณก่อนรับมาดื่ม "กาแฟนี่หอมดีนะครับ"ชายหนุ่มพูด

โจอันนายิ้มพร้อมกับพูดขึ้น"กาแฟบดเองน่ะค่ะ  เสียเวลานิดนึงแต่ฉันคิดว่ารสชาติมันกลมกล่อมกว่ากาแฟผงสำเร็จ"

"ว่างๆผมคงต้องหาโอกาสมาทานกาแฟที่นี่อีกแล้วสิครับ"

"ได้สิคะ"หญิงสาวหัวเราะ

สิงหามองดูเจ้าของบ้านก่อนจะละสายตาไปยังดาบโบราณเล่มนั้นอีกครั้ง
หญิงสาวสังเกตกิริยาของอีกฝ่ายจึงมองตามสายตาของชายหนุ่มก่อนจะถามขึ้นว่า
" คุณดูอะไรอยู่หรือคะ"

สิงหารู้สึกตัวจึงตอบอีกฝ่ายหนึ่งว่า"คือ ผมมองดาบเล่มนั้นอยู่น่ะครับ เห็นมันสวยแปลกตาดี  คุณได้มาจากไหนหรือครับ"

"ของเก่าแก่น่ะค่ะ เป็นดาบของบรรพบุรุษของตระกูลของฉันเอง"โจอันนาตอบ

"หรือครับ แต่ผมดูแล้วไม่เหมือนดาบแบบยุโรปเลยนะครับ"สิงหาออกความเห็น

" เมื่อสมัยเด็กๆ คุณปู่เคยเล่าให้ฉันฟังว่า บรรพบุรุษคนหนึ่งของตระกูล ได้ดาบเล่มนี้มาจากทางประเทศทางแถบเอเชีย ร้อยถึงสองร้อยปีมาแล้ว แต่จะเป็นที่ไหน คุณปู่ของฉันท่านก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"หญิงสาวเล่า

"หรือครับ"สิงหาพึมพำก่อนจะสังเกตดาบซึ่งยาวราวสองฟุตครึ่ง ปลายดาบโค้งงอเป็นจงอยคล้ายปากนก ด้ามดาบทำด้วยไม้ ไม่มีกระบังมือแบบดาบยุโรปที่เขาเคยเห็น  ในความรู้สึกของชายหนุ่มเขาคิดว่ามันเหมือนดาบที่เขาเคยเห็นในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไทยมากกว่า

สิงหาหันไปดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังโดยบังเอิญ
เมื่อเห็นเวลาล่วงไปมากแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยกับเจ้าของบ้านว่า "ดึกแล้ว ผมคงต้องขอตัวก่อนล่ะครับ  รบกวนเวลาคุณมานานแล้ว คุณจะได้พักผ่อนบ้าง"

"จะกลับแล้วเหรอคะ "โจอันนากล่าว "ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันไปส่งนะคะ"

"ครับ"สิงหายิ้มก่อนจะเดินออกไปโดยมีโจอันนาตามมาส่งที่หน้าประตูบ้าน
"วันหลัง ถ้ามีเวลาก็เชิญได้เสมอนะคะ"หญิงสาวกล่าวพร้อมกับยิ้มให้เขา
"ผมคงต้องมาอีกแน่ครับ"สิงหาพูดพร้อมกับจ้องตาของอีกฝ่ายหนึ่ง……

ระหว่างทางสิงหาขับรถกลับบ้านของตนอย่างครึ้มอกครึ้มใจ

ที่จริงแล้วสิงหาได้มีโอกาสรู้จักรวมจนถึงขั้นคบหากับหญิงสาวมาแล้วหลายคนทั้งที่

เป็นคนไทยที่อยู่ที่นี่และคนชาติอื่นๆแต่กับโจอันนา หญิงสาวที่เขาเพิ่งรู้จักในวันนี้นั้น

ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าเธอมีบางสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นๆที่เขาได้เคยรู้จักมา

แม้ชายหนุ่มจะบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไรแต่ยามนี้ชายหนุ่มก็ไม่สนใจที่จะรู้ เพราะว่าเพียงแค่มันทำให้เขารู้สึกดีอย่างมากแบบนี้ก็พอแล้ว

แสงไฟที่หน้ารถส่องให้เห็นเงาร่างกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นกลางถนนอย่างกะทันหัน

ทำให้ชายหนุ่มต้องเหยียบเบรกทันที การเบรกกะทันหันทำให้ชายหนุ่มเกือบหัวทิ่มไป

ข้างหน้า ดีแต่ว่ามีเข็มขัดนิรภัยที่รั้งตัวเขาไว้แต่ถึงอย่างนั้นแรงเหวี่ยงก็ทำให้ตัวเขา

กระแทกกับเบาะที่นั่งค่อนข้างแรง ตุ๊กตาที่แขวนอยู่หน้ารถเหวี่ยงซ้ำเข้ามาที่แสก

หน้าเขาพอดี

"อะไรกันวะ"สิงหาสบถ  พร้อมกับยกมือคลำหน้าผากก่อนจะมองผ่านกระจกหน้าไปตรงที่แสงไฟหน้ารถส่องอยู่

และชายหนุ่มก็ต้องแปลกใจอย่างยิ่งเนื่องจากว่าตรงเบื้องหน้าของเขานั้นมีแต่พื้นถนนที่ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ทั้งสิ้น

ทั้งๆที่เมื่อครู่เขาเห็นเงาตะคุ่มของคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินอยู่บนถนนเบื้องหน้าเขานี่เองสิงหาเปิดกระจกลงและชะโงกหน้าออกไปดูเพื่อความแน่ใจ ก็ยังพบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

ลมหนาววูบหนึ่งพัดมา ทำให้ชายหนุ่มเกิดอาการขนลุกอย่างประหลาด

สิงหาตัดสินใจเข้าเกียร์และบึ่งรถออกมาให้พ้นจากบริเวณนั้น

ระหว่างขับรถมา สิงหาหวนนึกไปถึงภาพที่เขาเห็นมาเมื่อครู่

ชายหนุ่มเพิ่งนึกได้ว่าคนกลุ่มนั้นแต่งกายแปลกๆ

สิงหารู้สึกว่าคนพวกนั้นสวมเพียงเสื้อสั้นๆสีมอๆกับกางเกงครึ่งแข้งผ้าบางๆ

และเหมือนว่าจะมีบางคนไม่สวมเสื้อด้วยซ้ำไป ซึ่งในสภาพที่หนาวขนาดหิมะตก

แบบนี้

ใครที่ไหนกันจะมาแต่งตัวแบบนั้นเดินกลางถนนได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มขนลุก

บ้านพักของเขายังต้องขับรถไปอีกเกือบชั่วโมง

สิงหาจึงเปิดเครื่องเล่นซีดีเพื่อเอาเสียงเพลงเป็นเพื่อนปลอบใจ ชายหนุ่มหยิบซีดี

เพลงแผ่นหนึ่ง

ที่อยู่ใกล้มือใส่เข้าไปในเครื่องและกดเปิด เสียงเพลงรุ่นเก่าของ วงเดอะบีทเทิล ดัง

ขึ้นสิงหารู้สึกว่ามันฟังดูคลาสสิคดีแม้ว่าเพลงจะเก่าไปหน่อยก็ตาม

ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา มันเป็นเสียงดนตรีไทยเดิมในท่วงทำนองที่ฟังดู

เอื่อยๆเย็นๆ

ชายหนุ่มขนลุกซ้ำสอง แต่เพียงครู่เดียว เสียงแทรกนั้นก็หายไป กลับเป็นเพลงของ

เดอะ บีทเทิล ตามเดิม

เหงื่อเม็ดโตๆปรากฏขึ้นที่หน้าผาก แม้ว่าสิงหาจะไม่เชื่อเรื่องลี้ลับแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน

คืนนี้  ชายหนุ่มก็ยอมรับว่ามันทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก.........…


เช้าวันต่อมา สิงหาตื่นสายเนื่องจากเมื่อคืนกลับถึงบ้านค่อนข้างดึก

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะล้างหน้าเสร็จ เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะในห้องรับแขกก็ดังขึ้น

ชายหนุ่มเช็ดหน้าและมือก่อนจะเดินไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา

"ฮัลโหล"ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไป"ที่นี่ 3217545"

มีเสียงโอปะเรเตอร์ดังขึ้น"มิสเตอร์ สิงหา ใช่ไหมค่ะ"

"ใช่ครับ" ชายหนุ่มตอบรับ

" มีโทรศัพท์จากบางกอกค่ะ รอสักครู่นะคะ"

ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงแม่ของเขาดังขึ้น

"สิง ใช่ไหมลูก นี่แม่เองนะ"

"สวัสดีครับแม่"สิงหาพูด"แม่สบายดีหรือครับและพ่อล่ะครับ "

"พ่อกับแม่สบายดีจ๊ะ"ทางนั้นตอบก่อนจะถามขึ้นว่า"เออ สิงห์ ปีใหม่นี้ลูกจะกลับเมืองไทยหรือเปล่า"

"ยังไม่แน่เลยฮะแม่ ถ้าไม่ติดอะไรก็คงกลับ"

"แล้วเรื่องเรียนตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อากาศที่นั่นหนาวไหม"

"โธ่ แม่ ผมอายุจะยี่สิบห้าแล้วนะฮะ แม่ถามยอย่างกับผมเป็นเด็กแน่ะ"

"ก็แม่เป็นห่วงนี่จ๊ะ ถ้าเรียนจบแล้วแม่อยากให้เรากลับมาอยู่เมืองไทย จะได้เห็นหน้า

เห็นตากัน คุณพ่อกับคุณปู่ก็อยากให้เรามาช่วยบริหารกิจการต่อ"

"แม่ ผมเคยบอกแม่แล้วนี่ฮะว่าหลังจากเรียนจบจะทำงานที่นี่สักพักก่อน"สิงหาพูด

"ผมยังไม่อยากกลับตอนนี้ ถ้าพ่อกับแม่คิดถึงก็มาหาผมที่นี่ก็ได้นี่"

" แต่แม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้านเรามากกว่านะ"

"ผมโตแล้วนะฮะ ไม่ใช่เด็กๆ ผมตัดสินใจเองได้  ผมว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า"สิงหาพูดอย่างไม่พอใจ

ความที่เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านทำให้ชายหนุ่มได้รับการตามใจจากคนทั้งบ้านจนแทบจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจ

ผู้เป็นมารดาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดกลับมาว่า"ก็ได้จ๊ะ เรื่องนั้นเราค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน  แล้วก็ถ้าปีใหม่ติดธุระกลับมาไม่ได้ก็บอกนะ แม่กับพ่อจะได้ไปหา"

"ครับ แม่ถ้าอย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะครับ "สิงหาตัดบท

แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างที่พูดแบบนั้นกับผู้เป็นมารดาแต่ชายหนุ่มก็ไม่ชอบที่พ่อกับแม่ยัง

มองเขาเป็นเด็กอยู่ เหตุผลหนึ่งที่ชายหนุ่มมาเรียนต่อที่นี่ก็เพราะอยากใช้ชีวิตตาม

ลำพังบ้าง หลายปีที่ผ่านมานี้  นอกจากเรื่องความก้าวหน้าทันสมัยแล้ว  สิงหายังรู้สึกว่าประเทศนี้ให้อิสระกับผู้คนมากกว่าที่บ้านเกิดของเขานัก

ที่นี่ไม่มีใครสนใจชีวิตส่วนตัวของใคร อยากจะทำอะไรก็ทำได้โดยไม่ต้องสนใจสาย

ตาคนอื่นว่าจะมองอย่างไร

การทำงานที่นี่ไม่ต้องมีระบบอาวุโส เล่นพรรคเล่นพวก สนใจก็แต่เรื่องความสามารถ

เท่านั้น  ความคิดของผู้คนก็เปิดกว้าง ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมมากมายเหมือนที่

เมืองไทย

สิงหาเคยคิดวางแผนไว้ว่าถ้าตนเรียนจบเมื่อไหร่ บางที ก็อาจตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศนี้เลยก็เป็นได้

เนื่องจากวันนี้ไม่มีเรียน ชายหนุ่มจึงว่างทั้งวันประกอบกับการที่ต้องมาเถียงกับแม่ ตั้งแต่เช้าทำให้

ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกเบื่อ  สิงหาจึงคิดว่าจะขับรถเข้าไปในเมือง แม้จะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีแต่เขา

ก็คิดว่าอย่างน้อยการเข้าไปในเมืองคงจะดีกว่าการอยู่คนเดียวที่บ้านเป็นแน่


ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา ชายหนุ่มก็มาเดินอยู่ที่ย่านการค้าในเขตตัวเมือง

ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่นัก หลังจากเดินเล่นอยู่พักใหญ่จนเริ่มรู้สึก

หนาวสิงหาก็แวะเข้าที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งเขามักจะมานั่งอยู่บ่อยๆเพื่อหาเครื่องดื่ม

ร้อนๆดื่มแก้หนาว


เมื่อเข้าไปในร้าน สิงหาเลือกนั่งตรงโต๊ะตัวในสุดติดกับหน้าต่างอันเป็นที่นั่งประจำของเขา

ชายหนุ่มสั่งกาแฟดำหนึ่งแก้วกับแซนวิชไก่งวงหนึ่งที่ ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ

สิงหาทอดสายตาออกไปเบื้องนอก แม้อากาศจะหนาว แต่บนถนนด้านนอกก็มีผู้คนเดินผ่านไปมาอยู่บ้าง

ชั่วครู่หนึ่งที่เห็นภาพของเด็กชายตัวเล็กๆในชุดเสื้อกันหนาวขนสัตว์สีสดใสที่เดินมากับบิดาและ

มารดาผ่านไป ทำให้ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกคิดถึงพ่อแม่ของตนขึ้นมา

สิงหาจำได้ว่าเมื่อสมัยเขายังเด็ก พ่อกับแม่มักจะพาเขาออกไปเที่ยวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์เกือบทุก

สัปดาห์ แม้ว่าพ่อกับแม่จะงานยุ่ง   แต่ท่านทั้งสองก็มีเวลาให้เขาเสมอ ไม่มีงานโรงเรียนครั้งใดที่พ่อ

กับแม่ของเขาจะไม่มาร่วมงาน

ทุกๆวันปีใหม่ บรรดาญาติๆจะไปรวมตัวกันที่บ้านของคุณปู่ เพื่อฉลองปีใหม่ร่วมกันอย่างสนุกสนาน  สิงหาจำได้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่เขามีความสุขมาก ตอนที่ยังเด็ก   สิงหาชอบที่จะอยู่ในบ้านที่มีคนอยู่กันหลายคน มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่น

แต่เมื่อเขาโตขึ้น  ความรู้สึกของเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ชายหนุ่มเริ่มอยากใช้ชีวิตตามแบบที่ตนต้องการ   ซึ่งบางทีมันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น  ความรู้สึกอยากมีอิสระก็เพิ่มขึ้น
 
แต่มาถึงเวลานี้ สิงหาก็รู้สึกว่า  ในท่ามกลางความพอใจกับชีวิตที่เป็นอิสระนั้น ก็ยังมีความโหยหาถึงความอบอุ่นในวัยเด็กแฝงอยู่ด้วย
 
"สวัสดีค่ะ คุณสิงหา"เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด

เมื่อหันกลับมาก็พบว่า ผู้ยืนอยู่คือ โจอันนา เพื่อนใหม่ที่เขารู้จักเมื่อคืนนี้นั่นเอง

"ขอนั่งด้วยคน คงไม่รังเกียจนะคะ" โจอันนากล่าวยิ้มๆ

"ไม่เลยครับ" สิงหารีบบอก

หญิงสาวนั่งลงที่ด้านตรงข้าม พร้อมกับร้องเรียกบริกร หญิงสาวสั่งกาแฟและแพน

เค็กราดน้ำผึ้งหนึ่งที่

หลังจากสั่งอาหารแล้วจึงหันมาคุยกับชายหนุ่ม
"คุณ มาทำธุระเหรอคะ"

"เปล่าหรอกครับ พอดีวันนี้ผมว่าง รู้สึกเบื่อที่ต้องอยู่บ้านก็เลยเข้ามาเดินเล่น"
ชายหนุ่มตอบพร้อมกับถามอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง" แล้วคุณโจอันนา…"

"เรียกโจแอน ดีกว่าค่ะ ค่อยดูเป็นกันเองกว่า"หญิงสาวกล่าว

"ก็ได้ครับ โจแอน"สิงหาพูดพร้อมกับมองอีกฝ่ายหนึ่ง"แล้วคุณ
มาทำอะไรที่นี่หรือครับ"

"พอดีแวะมาดูรถที่ซ่อมไว้น่ะคะ แต่รถยังไม่เสร็จ ก็เลยเดินเล่นฆ่าเวลา"หญิงสาวตอบ

สิงหาฟังโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เนื่องจากอาหารที่เขาและหญิงสาวสั่งไว้มาถึงพอดี
ทั้งสองลงมือรับประทานอย่างเงียบๆ

" คุณมาอยู่อเมริกานานแล้วหรือคะ"หญิงสาวชวนคุย

"ก็หลายปีแล้วครับ พอจบไฮสคูลที่เมืองไทยก็มาเรียนต่อที่นี่เลย"สิงหาตอบ

"ประเทศของคุณสวยงามมากนะคะ  ฉันว่าคุณโชคดีจริงๆที่เกิดที่นั่น"หญิงสาวเอ่ยชม"แล้วคุณได้กลับไปเยี่ยมเมืองไทยบ่อยไหมคะ"

เหมือนแซนวิชจะฝืดคอขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินคำถามนี้

สิงหาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบไม่เต็มเสียงนัก"ก็มีบ้างครับ"

" ฉันเคยไปชมเมืองหลวงเก่าของไทยที่อยุธยา  ฉันคิดว่าคนไทยสมัยนั้นมีความสามารถมากที่สร้าง

สรรค์สิ่งสวยงามแบบนั้นได้ เมื่อได้อ่านประวัติแล้ว ฉันยังนึกเสียดายเลยว่า ถ้าเมืองหลวงเก่าของ

คุณไม่ถูกพม่าเผาทำลายเสียก่อน ในวันนี้เราก็อาจมีมหานครอีกแห่งหนึ่งที่งดงามไม่แพ้โรมหรือ

ปารีสก็เป็นได้"หญิงสาวพูด"แต่คนไทยก็เก่งมากนะคะที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนปลดแอกตัวเองจาก

ข้าศึกและสร้างกรุงธนบุรีกับกรุงเทพขึ้นมาใหม่"

"แต่หลังจากนั้นคนไทยก็ยังต้องพบกับการรุกรานจากพม่าอีก"สิงหากล่าวเสริมตามที่พอนึกออกเพื่อให้ตัวเองมีอะไรพูดบ้าง

"ใช่ค่ะ"โจอันนาดื่มกาแฟก่อนจะวางแก้วลง"หลังพระเจ้าตากสร้างกรุงธนบุรีแล้ว พม่ายังส่งกองทัพ

มาโจมตีไทยถึงแปดครั้งแต่ก็พ่ายแพ้กลับไปทุกครั้ง จนมาถึงสมัยกรุงเทพ  พม่าก็ยังไม่สิ้นความพยายาม ในสงครามที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ
ซึ่งเป็นสงครามใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าในสมัยกรุงเทพ
กษัตริย์พม่านำกองทัพเข้ามาถึงเก้ากองทัพเพื่อเข้าโจมตีกรุงเทพ
แต่ก็ถูกพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับพระอนุชาขับไล่ออกไปได้" หญิงสาวหยุดเล่า
คล้ายนึกขึ้นมาได้"ตายจริงคุยเสียเพลินเลย  นี่ฉันกำลังมานั่งเล่าประวัติศาสตร์ไทยให้คนไทยฟังเหรอคะเนี่ย ทั้งๆที่คุณก็คงจะรู้หมดแล้ว"

สิงหาหัวเราะขณะที่ในใจคิดว่า หญิงสาวรู้ประวัติศาสตร์ประเทศเขาดีกว่าเขาเสียอีก"ดูคุณจะสนใจประวัติศาสตร์ไทยมากเลยนะครับ" สิงหาตั้งข้อสังเกต

"ฉันชอบศึกษาประวัติศาสตร์น่ะคะ โดยเฉพาะของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฉันรู้สึกว่าดินแดนแถบนั้นมีมนต์ขลังน่าค้นหา" หญิงสาวตอบ
"เหมือนคุณ"สิงหาพูดต่อ

โจอันนาหัวเราะเบาๆ ขณะที่สิงหามองดูหญิงสาวตรงหน้า โดยไม่ได้กล่าวอะไรอีก หลังจากสนทนากันได้ครู่หนึ่ง

โจอันนาก็ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะพูดกับชายหนุ่มว่า "ตอนนี้ รถฉันคงจะเสร็จแล้วค่ะ   ถ้าอย่างไรต้องขอตัวก่อนนะค่ะ"

"เดี๋ยวนะครับ โจแอน ผมอยากจะรบกวนถามอะไรคุณสักอย่าง จะได้ไหมครับ"ชายหนุ่มพูดขึ้น

"เรื่องอะไรเหรอค่ะ"หญิงสาวมองหน้าเขา

"เราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ครับ"สิงหาถาม

"จะนัดเดทหรือไงคะ"โจอันนาพูดยิ้มๆ

"เออ"สิงหาเกิดอาการพูดไม่ออกอย่างกะทันหัน เมื่ออีกฝ่ายดักคออย่างรู้ทัน

"ไม่ใช่หรอกครับ ผมก็แค่รู้สึกว่า ได้คุยกับคุณแล้วรู้สึกดี ก็เลยอยากคุยกันอีก"

หญิงสาวยิ้มให้เขา"ถ้าอย่างนั้นวันอาทิตย์หน้า เรานัดทานมื้อเที่ยงด้วยกันดีไหมคะ"

"ดีครับ"สิงหารีบตอบรับด้วยความยินดี…………

 

หลังแยกกับหญิงสาวที่ร้านกาแฟ สิงหาขับรถกลับบ้าน
ระหว่างทางชายหนุ่มคิดถึงตอนที่เขาคุยกับหญิงสาว

สิงหานึกดีใจที่ตัวเองเข้าเมืองในวันนี้ทำให้มีโอกาสเจอกับโจอันนา และได้นัดทานข้าวกับเธอ

อย่างน้อยชายหนุ่มก็รู้สึกว่าหญิงสาวได้เปิดโอกาสให้เขาบ้างแล้ว  เมื่อคิดแบบนี้ก็ทำให้สิงหาอดฮัม

เพลงอย่างอารมณ์ดีไม่ได้

เมื่อขับรถมาได้ราวครึ่งทาง สิงหาสังเกตเห็นหมอกลงหนาปกคลุมทางเบื้องหน้า

ชายหนุ่มนึกแปลกใจเพราะเขาไม่เคยเห็นหมอกหนาแบบนี้ในตอนบ่ายมาก่อน อีกอย่างพยากรณ์

อากาศเมื่อเช้าก็บอกว่าอากาศวันนี้จะแจ่มใส ท้องฟ้าโปร่ง

ชายหนุ่มชะลอความเร็วลงเล็กน้อยเนื่องจากหมอกหนาจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่ขณะที่รถกำลังแล่นอยู่นั้นเอง

จู่ๆเครื่องยนต์ก็ดับไปเฉยๆ ทำให้รถของชายหนุ่มแล่นไถลไปข้างหน้าอย่างไร้การควบคุม

สิงหาเหยียบเบรคเกือบมิดจนรถท้ายปัด และไถลเข้าข้างทางชนเข้ากับบางอย่าง เสียงโครมสนั่น

เคราะห์ดีเขาขับรถไม่เร็วนัก การชนจึงไม่รุนแรงมาก
สิงหามองผ่านกระจกหน้าและเห็นหน้ารถชนเข้ากับพุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่ง
ชายหนุ่มพยายามสตาร์ทเครื่องแต่ก็ไม่ติด จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเพื่อติดต่อศูนย์

แต่ทว่าโทรศัพท์กลับไม่มีสัญญาณ
"อะไรวะเนี่ย" ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ
สิงหาจำได้ว่าเมื่อครู่เขาขับรถผ่านปั๊มน้ำมันมา จึงคิดจะไปขอใช้โทรศัพท์ที่นั่น

ชายหนุ่มมุดเข้าไปหยิบไฟฉายมาจากในรถและเดินย้อนกลับไปตามถนน
หลังจากเดินมาครู่ใหญ่ ชายหนุ่มก็ยังไม่ถึงปั๊มน้ำมัน หมอกข้างหน้ายังหนาทึบ จนเขารู้สึกว่ามันผิดปกติ

สิงหาเริ่มสงสัยเสียแล้วว่าเขาจะหลงทาง ชายหนุ่มพยายามตะโกนเรียกหาคนเผื่อว่าจะมีใครอยู่แถวนี้บ้าง

แต่ก็มีแต่ความเงียบ ชายหนุ่มก็เหมือนว่าจะเห็นแสงบางอย่างอยู่ข้างหน้า สิงหารีบวิ่งตรงไปทันที

แต่ยังไม่ทันจะไปถึง ชายหนุ่มกลับพบว่าพื้นดินใต้เท้าของนั้นหายไปอย่างกะทันหัน
กลายเป็นหลุมอะไรสักอย่าง

สิงหาร้องอย่างตกใจขณะที่ร่างผลัดหล่นลงไปและกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างจนสติดับวูบ………

 

  

 

ปล. สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://my.dek-d.com/wipoo/story/view.php?id=237872

edit @ 26 Jan 2008 13:20:35 by chapman

2006/Dec/08

.."แน่ใจเหรอวะ ว่าที่เล่ามาเนี่ย เอ็งไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง" ต่อ
รุ่นพี่ที่ปรึกษาคนสำคัญของเวทเอ่ยขึ้นหลังจากเวทเล่าเรื่องของน้องกิ๊กให้ฟัง
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังสังสรรค์กับเพื่อนๆร่วมแก๊งที่ร้านเจ้าประจำแถวประชาชื่น
"แต่หนูว่า มันก็อาจเป็นอย่างที่ไอ้เวทมันว่าก็ได้นะพี่" กุ้ง หญิงสาวผิวคล้ำ สวยแบบคมเข้ม
(จนเกือบดำ) สมาชิกหญิงเพียงคนเดียวของกลุ่มออกความเห็นบ้าง
เวทมองทั้งสองฝ่ายอย่างชั่งใจว่าจะเห็นด้วยกับใคร ก่อนจะหันไปหาข้อสรุปจากพี่ตี้
รุ่นพี่ผู้อาวุโสสุดของกลุ่ม ด้วยว่าประสบการณ์ความรักของพี่ตี้นั้นโชกโชนมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา
(แต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตามากกว่า) เวทจึงเชื่อว่าน่าจะมีความเห็นดีๆที่ต่างออกไปจากพี่และเพื่อนบ้าง

"ก็ไม่เห็นยาก เอ็งก็ถามไปตรงๆเลยก็สิ้นเรื่อง
ว่าน้องเค้าคิดอย่างไรกับเอ็ง"พี่ตี้ยุให้ทำแบบที่ตนเคยทำมาก่อน(และแห้วมาก่อน)
เวทฟังอย่างครุ่นคิดด้วยสติและสัมปชัญญะเท่าที่มี ก่อนจะเปลี่ยนสายตามาทางต่อ
"แต่พี่ว่านะ เวท ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เอ็ง
คิดยังไงกับเขามากกว่า"ต่อพูดในอีกแง่มุมหนึ่งบ้าง"
เอ็งชอบเขาหรือว่าแค่เห็นเขาแล้วนึกถึงบางอย่าง"ต่อพูดเป็นปริศนา
แต่เวทก็เข้าใจว่า"บางอย่าง"ที่เพื่อนรุ่นพี่ของเขาพูดนั้นคืออะไร.


ระหว่างกลับบ้านเวทนำคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่มาคิด นั่นสิ ตอนนี้ที่เขาว้าวุ่นแบบนี้
เป็นเพราะเขาเริ่มชอบน้องกิ๊กหรือเปล่า
หรือแค่เพราะว่าน้องกิ๊กทำให้เขานึกถึงมีนซึ่งเป็นรักครั้งแรกของเขา
มาถึงตอนนี้เวทแน่ใจแล้วว่าในเวลานั้นความรู้สึกที่เขามีให้กับมีนนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นความรัก
(แต่กว่าจะคิดได้ก็ผ่านไปแล้วตั้งหกปี ความรู้สึกช้าาาาา..ไปหน่อย)
เวทนึกเสียดายว่าถ้าตอนนั้นเขาคิดได้แบบนี้ เขาคงกล้าที่จะพูดความในใจไปแล้ว
ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เขาเกือบจะสารภาพความในใจกับมีน


ตอนนั้นเขาอยู่มอห้า มีอยู่ครั้งหนึ่งเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก็จะเป็นวันเกิดของมีน
เวทใช้เวลาตลอดเดือนนั้นเพื่อพยายามมองหาของขวัญที่ดีที่สุดและเหมาะที่จะมอบให้กับเพื่อนหญิง
แต่เวทก็ยังอดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าคราวนี้มีนจะบังคับให้เขาทำอะไรแผลงๆแบบวันวาเลนไทน์หรือวันเกิดในปีก
่อนหน้านั้นหรือเปล่า เวทยังจำได้ว่าเมื่อวันเกิดของเธอตอนอยู่ มอสาม อันเป็นปีแรกที่เขารู้จักกับเธอ
มีนอยากได้ดอกบัวที่อยู่ในสระหน้าโรงเรียน
"มีน จะให้เวทลงไปในสระ
นี่เหรอ"เวทมองดอกบัวที่ชูช่ออยู่กลางน้ำสลับกับดวงตากลมโตของเด็กสาวตรงหน้า
"มีนไม่ได้บอกให้เวทลงไปในสระนี่นา แค่บอกว่ามีนอยากได้ดอกบัวดอกนั้นเท่านั้นเอง"เด็กสาวพูด
"เอางี้ดีกว่าไหม เดี๋ยวเวทไปซื้อที่ตลาดให้
จะเอากี่ดอกบอกมาเลย"เวทพยายามหาทางออกเพราะไม่อยากเสี่ยงกับการถูกอาจารย์ด่าแถมยังอาจถูกปลาแขยงรุ
มตอดอีกต่างหาก
"แต่มีนอยากได้ดอกนั้นนี่นา"เด็กสาวยังยืนกราน"แหม
วันเกิดมีนทั้งทีทำให้แค่นี้ก็ไม่ได้"
เวทชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง"เอาล่ะ งั้นมีนรอเดี๋ยวนึง เวทจะเด็ดดอกบัวนั้นมาให้มีนเอง"
มีนยิ้มอย่างดีใจ ซึ่งเพียงรอยยิ้มนี้ อย่าว่าแต่แค่ดอกบัวกลางสระหน้าโรงเรียนเลย
ต่อให้เป็นบัวอเมซอนกลางฝูงปลาปีรันย่า เวทก็ไม่กลัว
เวทไปหาไม้ยาวๆมาได้หนึ่งอัน
เด็กหนุ่มเอากิ่งไม้มามัดติดกับปลายไม้อันนั้นโดยใช้ต้นหญ้าเหนียวมาฝั่นเป็นเชือก หลังจากอุปกรณ์พร้อม
เวทก็ไต่ลงตลิ่งที่ค่อนข้างชันใช้มืออีกข้างจับต้นไม้ที่อยู่ริมสระไว้และยื่นมืออีกข้างออกไปเขี่ยดอกบัว
ให้เข้ามาใกล้ๆเพื่อที่เขาจะเอื้อมถึง
"อีกนิด เวท อีกนิดเดียว จะได้แล้ว"มีนให้กำลังใจ ทำให้เวทพยายามยื่นมือออกไปอีก
จนดอกบัวถูกเกี่ยวเข้ามาใกล้ พอที่มือจะเอื้อมถึง ขณะที่มีนยืนลุ้นอยู่ใกล้ๆพร้อมกับคอยดูต้นทางไปด้วย
"ได้แล้วเวท ดีจังเลย"มีนร้องบอก
เวทจับก้านดอกบัวได้ในที่สุด เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสมใจ ขณะที่พยายามดึงดอกบัวออกมานั้นเอง
เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจุดศูนย์ถ่วงร่างกายของเด็กหนุ่มย้ายจากสมดุลเป็นไม่สมดุล
มืออีกข้างของเวทก็เลื่อนหลุดจากต้นไม้ที่จับอยู่ และร่างของเด็กหนุ่มก็ร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำ
ตูมน้ำในสระกระจายขึ้นมาและเกิดเป็นระลอกกลายเป็นวงกว้างและหายไป
มีนร้องอุทานอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายโผล่ขึ้นมาได้ มีนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก่อนจะช่วยดึงมือเวทขึ้นมาจากสระ เมื่อเห็นสภาพของเด็กหนุ่ม มีนก็หัวเราะอออกมาอย่างขบขัน
สภาพของเวทเปียกโชกไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีสาหร่ายสีเขียวประดับที่ศรีษะและใบหน้าแต่พองามมองดูเหมือนพรายทะเลไม่ก็ข้าวห่อสาหร่ายอย่างไรอย่างนั้น
"แหม เวทใจดีจัง มีนจะเอาแค่ดอกบัว
เวทจะจับปลามาให้มีนเป็นของแถมด้วยเหรอจ๊ะ"เด็กสาวถามด้วยเสียงกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
เวทอยากจะโกรธแต่เมื่อเห็นหน้าสวยๆตาใสๆก็โกรธไม่ลง นี่แหละที่โบราณเค้าว่าผู้กล้าตกบ่วงหญิงงาม
แต่อย่างกรณีของเวทคงต้องเรียกว่าผู้กล้าตกสระเพราะหญิงงามมากกว่า
"เอ้านี่ ดอกบัวของมีน"เวทที่เปียกโชกไปทั้งตัว
มีสาหร่ายสีเขียวประดับที่ศรีษะและใบหน้าแต่พองามมองดูเหมือนพรายทะเลไม่ก็ผีสาหร่ายยื่นดอกไม้ให้เด็กสาว
ที่ยิ้มรับอย่างร่าเริง
"ขอบคุณนะจ๊ะ"มีนพูด